[NCT] My Graceful World ภาคตัดจบ
posted on 14 Dec 2008 23:02 by findarato in Fiction, TUCCของจริงยังไม่จบ
แต่เผอิ๊ญเผอิ๊ญ จนปัญญา สมองดับ ไอเดียมอดไหม้
สิ้นลมหายใจไปกับกีฬาสี
ก็เลย
ตัดจบ
ซะ
เลยออกมาเป็น
เรื่องสั้น เชิงปรัชญา?
ที่ว่าเชิงปรัชญา เพราะมันไม่น่าจะมีใครอ่านรู้เรื่อง เนื่องจากตัดจบซะขนาดนั้น
ส่วนปรัชญาในเรื่อง...ที่จริงน่ะมันมี
แต่มันขมวดปมไว้ กะจะคลายออกในPart III
เวอร์ชั่นที่เขียนอยู่ก็กำลังคลาย
แต่ต้องเกลาอีกมากมายกว่าจะปล่อยได้ ไม่งั้นจะเข้าใจเราผิด- -"
ฉะนั้น
ไอ้ที่มีอยู่ตอนนี้ ปรัชญงปรัชญายังไม่คลายแน่นอน
แต่ถ้าเกิดตรัสรู้ปรัชญาอะไรออกมาได้
นั่นแสดงว่า มาจากเหตุ หนึ่ง จาก สอง นี้ ไม่ก็ ทั้งสอง ประกอบกัน
1. คนอ่านฉลาด
สามารถจับเอาประเด็นที่คนเขียนมองไม่เห็นออกมาได้
2. คนเขียนฉลาด
สามารถสื่อประเด็นที่ต้องการออกมาได้...โดยไม่รู้ตัว
ก็เลย
เป็นดังนี้.
เชิญ ทัศนา...
------
[TUCC's Magazine Project]
Fiction-AllStars
2
-Breakaway-
...ความสุขและความงดงามเหล่านี้...ฤๅนิรันดร์?...
โลกของฉัน...เป็นโลกที่สวยงาม
รอบตัวยลพฤกษา สง่าเงิน ทอง ขาว รัศมีพราววับวาม งามผืนพรมผลึกหิมะ เหนือยอดไม้มีตะวันเจิดจ้า กระนั้น ระหว่างกิ่งสาขากลับมืดมิด ด้วยพิษร้ายแห่งคำสาป กำราบชนเผ่าแห่งแสง มิให้ร้อนแรงเฉกอาทิตยา มนตราถูกสะกดกั้น ด้วยขอบขัณฑ์แดนดิน อันเป็นสินลือค่า -- ผืนพนาที่ได้รับการอำนวยพระพรจากสรวงสวรรค์
โลกของฉัน...เป็นโลกที่สวยงาม -- ฉันเคยคิดอย่างนี้เมื่อนานแสนนานมาแล้ว เพราะโลกของฉันมีเพียงผืนป่า โลกของฉันมีเพียงเพื่อนพ้องของฉัน ไม่มีความทุกข์และเหตุแห่งทุกข์ใดๆ -- ดังนี้ โลกของฉันจึงเป็นโลกที่สวยงาม
ฉันใช้ชีวิตในโลกของฉัน...เนิ่นนาน...จนเกือบลืมว่าภายนอกมีโลกของคนอื่นอยู่ด้วย ฉันไม่รู้มากนักว่าโลกของคนอื่นเป็นอย่างไร เพราะเพื่อนพ้องของฉันบอกเพียงว่า ใครก็ตามที่ออกไปยังโลกของคนอื่นจะไม่มีวันได้กลับมา...
ฉันไม่อยากจากโลกของฉันไปก็จริง แต่เท่าที่ได้ฟัง – ฉันก็ไม่อยากอยู่แต่ในโลกของฉันหรอก หากโลกของคนอื่นยังต้องการความสามารถของชนเผ่าแห่งแสงอย่างฉัน
ฉันรักเพื่อนพ้องของฉัน ขณะเดียวกันก็อยากช่วยเหลือให้โลกนั้นงดงามและเปี่ยมด้วยความสุข
แต่ฉันออกไปไม่ได้ – ชนเผ่าแห่งแสงออกไปจากโลกของเราไม่ได้
เว้นแต่ว่า...ฉันจะไม่ใช่ชนเผ่าแห่งแสงอีกต่อไป…
---------
หยาดน้ำค้างสีเงิน...ร่วงหล่นจากใบสีทอง
ไหลลงจากความเรืองรอง
ลงสู่ครรลองเยือกเย็น
ฉันมองลงไปในลำธาร เห็นภาพสะท้อนของตนบนผิวน้ำที่ไม่เคยหยุดนิ่งแม้จะหนาวเยือกกรีดกาย ฉันเห็นดวงตาสีขาวสดใสกับร่างสีเงินยวงทอแสงนวลดังจันทรา...ฉันสงสัยว่าชนเผ่าอื่นๆจะแตกต่างมากเพียงไร
ชนเผ่าแห่งแสง...ร่วงหล่นจากสรวงสวรรค์
สายนทีรินหลั่งทุกคืนวัน
ตราบนิรันดร์ข้าจำรอคอย
คำสาป...พร่างพร้อยมนตราทั่วทิศ
ทวยเทพยดาผู้หลงผิด
แม้นคิดดูแล้วฤๅไฉน
ฉันไล่สายตาตามลำธาร แต่มองเห็นเพียงความมืดมิด โลกของฉันสวยงามก็จริง แต่การปิดกั้นตนจากภายนอกทำให้ฉันกังวลกับโลกของฉันขึ้นทุกวัน -- ฉันไม่เคยรู้จักความทุกข์ เพราะโลกของฉันไม่เคยมีมันปรากฏ
แต่บัดนี้ความทุกข์กลับกล้ำกรายในจิตใจ...เพราะรู้ว่า คงอีกไม่นาน โลกของฉันใบนี้จักพังพินาศลง หากชนเผ่าแห่งแสงทุกคนพึงพอใจแต่ความสุขของตนเอง แล้วละทิ้งโลกของคนอื่นไว้ภายนอกนั้น
ฉันเพิ่งฉุกคิด – หากโลกของฉันยังงดงามท่ามกลางโลกของคนอื่นที่เต็มไปด้วยความทุกข์เศร้า เช่นนั้นโลกใบใดกันแน่ที่ต้องสาป
...ระหว่างโลกของคนอื่นที่มีทั้งสุขและทุกข์ แต่ก็มีสิทธิ์เลือกทางเดินชีวิตของตนเอง กับโลกของฉันที่ดำเนินเรื่อยดุจนิรันดร์ แต่มิอาจสร้างสรรค์สิ่งใด ได้แต่ปลื้มปีติกับความสุขที่ฉาบทาใต้ร่มไม้เท่านั้น...เช่นนี้นิรันดร์กาลจะเป็นประโยชน์อะไร
หรือเป็นโลกของฉันเอง ที่เปี่ยมด้วยคำสาป...คำสาปแห่งความสุข ที่ไม่เปิดโอกาสให้ชนเผ่าแห่งแสงคนใดได้ออกจากดินแดนที่ได้รับการอำนวยพระพรจากสรวงสวรรค์ เพื่อสร้างสรรค์ความดี...
...เพื่อลบล้างคำสาปที่มีไปตลอดกาล...
ผองผู้มิวายชนม์...วันหนึ่งจงเดินทางไป
แสวงหาโลกหล้าใบใหม่
ละทิ้งพงไพรงดงาม
สู่แดนดิน...เปี่ยมล้นซึ่งไฟสงคราม
ม่านควันปกคลุมเขตคาม
ทุกยามไร้สุขทุกข์ตรม
ฉันได้แต่มองไปในลำธาร มองฟากฟ้าสีคราม มองทัศนียภาพสีดำมืดมน
ฉันไม่รู้ว่าลำธารสายนี้จะไหลไปถึงที่ใด เพราะดวงตาฉันไม่อาจมองผ่านม่านหมอกคำสาปมืดมิดได้ โดยอาศัยเพียงแสงเรืองรองของหมู่พฤกษชาติ
ฉันก้าวเดินเลียบลำธารไปเรื่อยๆ...ยาวไกล...นานนัก...ผ่านเพื่อนพ้องหลายคนที่เอ่ยถาม แต่ฉันก็ไม่ตอบกระไร
บัดนี้ฉันมองแต่ทิศทางที่จะเดินไปข้างหน้าเท่านั้น
ความมืดยังปกคลุมรอบตัว...ดวงอาทิตย์ยังเจิดจ้าเหนือศีรษะ
...แต่เสียงกรีดร้องที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนในชีวิตกลับแว่วดัง...
เสียงโหยหวนนั้นใกล้เข้ามาทุกที แต่ฉันยังคงเดินไปข้างหน้า...พยายามไม่สนใจเสียงร้องเรียก
"ท่านขอรับ...ช่วยข้าด้วย" ใครคนหนึ่งครวญแผ่วเบาผ่านความมืดมิด
ฉันเดินเข้าไปหา มองตรงไปข้างหน้า...เห็นคนจากชนเผ่าจากโลกข้างนอกค่อยๆล้มลงทั้งยืน
ของเหลวสีแดงข้นเจิ่งนอง รินผ่านผลึกหิมะสู่ลำธารใหญ่
ฉันเห็นแท่งไม้เล็กๆสีดำปักกลางแผ่นหลังของคนแปลกหน้า ฉันไม่รู้ว่านั่นคือสิ่งใด แต่ฉันไม่กล้าแตะต้องมัน
เมื่อฉันไม่รู้ว่าควรทำเช่นไร ฉันจึงเดินต่อไป...ไปข้างหน้า...ผ่านลำน้ำใหญ่...
...จนกว่าความมืดมิดจะไม่มืดมิดอีกต่อไป...
------
(End)
...
อนึ่ง
เพื่อขจัดความงง เล็กๆน้อยๆ สำหรับคนอ่านผู้หลงผิด
1. นี่เป็น Interlude หรือ เรื่องสั้นคั่นฉาก ของนิยายออริฯเรา แนวแฟนตาซีกึ่งเรียลอันมีแต่เศรษฐกิจและการเมืองกับผลประโยชน์และอุดมการณ์ที่ขัดกัน(?) ซึ่งดองอนาถไปแล้ว เพราะกำลังอยู่ระหว่างรื้อโทนเรื่อง
2. ตัวละครนี้ เป็น ผู้หญิง เป็นนางเอกของนิยายออริฯเรื่องนั้น แต่นี่คือสภาพของเธอเมื่อนานมาแล้ว ก่อนจะออกไปเผชิญกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอันร้อนรุ่ม(?)
3. จุดประสงค์ในการเขียน Interlude ตอนนี้ แท้จริงแล้วเพื่อทำสมาธิก่อนสอบความถนัดแพทย์ต่างหากล่ะ ประกอบกับพล็อตเกี่ยวกับอะไรๆที่มันคอนทราสต์กำลังผุดมาในหัว เลยเอามารั่วไว้ก่อนจะจางหาย
4. เพราะว่า พล็อตมันเกี่ยวกับอะไรๆที่มันคอนทราสต์ เราเลยวางตอนต้นกับตอนจบไว้ กะว่าตอนต้นจะให้มันดูใสๆมึนๆหน่อย ส่วนตอนจบอยากให้มันดาร์กและSM และคาดว่าความดาร์กคงจะทะลุเพดาน เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงต้น...ซึ่งสำหรับเราถือว่าใสมากแล้ว...ได้แค่นี้
5. แต่ เท่าที่ตัดจบนี้ มันจบแค่ Part II ไง เลยยังไม่ดาร์ก (แน่ใจนะว่านี่ไม่ดาร์ก?)
6. ที่จริงเราอยากย่อมันมากกว่านี้ เพื่อไม่ให้เกินโควต้าหน้า ทว่า แม่xมีแต่กลอน...เลยย่อไม่ได้ ใช้วิธีตัดโชะตัดโชะมัน เลยต้องตัดส่วนที่ทำให้เรื่องดูมึนขึ้นออกไปด้วย...ถ้าใส่มาอีกจะมึนกว่านี้
7. รู้สึกจะเริ่มถนัดเขียนอะไรมึนๆดาร์กๆซะละตู...เริ่มจากออริฯอีกเรื่อง(ซึ่งดองระดับเทพ) มาไอ้นี่ แล้วจะไปปล่อยกับอะไรต่ออีกล่ะ?
...
เข้าใจมากขึ้น?...คาดว่าคงจะสับสนมากขึ้นซะมากกว่า
ฮ่าๆๆ
...
So,
ขอบคุณสำหรับวันนี้จ้า!
...ขอบคุณที่ทนกับเราไปอีกหนึ่งครั้งหนึ่งครา...
ป.ล. ไหนวะเอนทรี่กีฬาสี...ดราฟไงก็ดราฟงั้นไปชั่วกัลปาวสานเรอะ- -"
ป.ป.ล. เพิ่งรู้สึกว่าอัพฉ่อยอัพเลวอัพโฉดมานานแสนนาน...ไม่เคยจะตั้งใจอัพเป็นเรื่องเป็นราวมาชาติเศษ
ป.ป.ป.ล.(?) แล้วเมื่อก่อนนี่เคยตั้งใจอัพอะไรด้วยรึเรา ฮ่าๆๆ
edit @ 14 Dec 2008 23:31:50 by Star* of Radiance