Fiction

Rosamunde 4-ค่าของความศรัทธา

posted on 04 Dec 2009 22:44 by findarato  in Fiction

Rosamunde คำสาปกุหลาบลวง

ตอนที่ 1 2 3

 

------

 

4:  ค่าของความศรัทธา

 

 

 

------

 

 

 

 

แสงจากโคมสว่างตาส่องลงบนโต๊ะทำงานใหญ่ ดวงตาสีเฮเซลกราดอ่านข้อความในเอกสารสำคัญอย่างรอบคอบ จดจำ ปลายนิ้วจับปากกาตวัดลงนาม พลางก็ถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่า

 

...ท่านหญิงโรซามุนเด้ล้มป่วย...

 

ข่าวคราวจากอาเดลผุดขึ้นทุกครั้งที่เคลฟว่างเว้นจากงานแม้เพียงเสี้ยววินาที คิ้วสีน้ำตาลมุ่นลงเล็กน้อยด้วยความคิดที่เรียบเรียงไม่ได้

 

ชายหนุ่มยังคงกังวลเรื่องนางแม่มดในป่าก็จริง แต่เพราะยังไม่ได้เจอกับนาง จึงไม่อาจเชื่อได้สนิทใจแม้พยานหลักฐานจะบ่งชี้อย่างนั้นก็ตามที และเขาเชื่อว่าหากไม่มีใครย่างกรายไปในเขตป่า ก็คงไม่มีเหตุร้ายใดๆขึ้นอีก ดังนั้นการเฝ้าระวังเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมนี้จึงไม่น่ายาก…อีกทั้งหากมีสิ่งสำคัญอันใดเกิดขึ้น ระยะทางระหว่างเดรฮากับแวร์ฟาเรนก็ไม่ได้ไกลกันนัก จึงไม่น่าจะมีสิ่งใดเป็นปัญหา

 

เคลฟคิดเรื่อย หากก็สงบลงทุกครั้งที่หยิบเอกสารมาพิจารณา หรือมีผู้ติดต่อก้าวเข้ามาในห้อง ความกังวลนั้นยังคงอยู่ ทว่าก็ขาดช่วงเป็นระยะ เมื่อใบหน้าของสหายปรากฏในจินตภาพ - ดวงตาหลังแว่นกรอบทองทอประกายลึกลับ และรอยยิ้มที่ไม่บ่งบอกอะไรยิ่งทำให้สมาธิของเคลฟหลุดลอย

 

...ราวกับชายหนุ่มพลาดอะไรไปบางอย่าง และอาเดลได้บอกใบ้ไว้แล้ว เพียงแต่ด้วยกำลังครุ่นคิดถึงปัญหาที่คุกคาม จึงไม่อาจเข้าใจมัน

 

เคลฟทอดถอนใจ สบถรุนแรง ก่อนจัดเรียงเอกสารที่เพียรจัดการมาทั้งวันแยกเป็นหมวดหมู่ เก็บข้าวของใส่กระเป๋า แล้วเดินมุ่งออกนอกอาคารบัญชาการ เรียกรถม้าให้พาตนกลับ ‘บ้าน’ ทันที

 

วันนี้มีเรื่องให้ขบคิดมากเกินไป

 

และไม่มีเรื่องใดเลย...ที่เป็นเรื่องดี

 

 

------

 

 

หน้าต่างสูงทรงโค้งเผยจันทราสุกสว่างกลางฟ้ามืดหม่น ที่ขอบฟ้าปรากฏสีแดงเรื่อเรืองด้วยไฟนั้นยังคงไหม้ ราวจะบดบังไม่ให้มีผู้ใดคิดย่างกรายสู่ดินแดนวิเศษของนางแม่มด เงายอดไม้ดำทึมไหวระริก มันเหยียดกิ่งมั่นคงแม้เปลวไฟจะลามเลียตลอดลำต้น มีแต่ยอดสูงและใบน้อยนิดเท่านั้นที่ยังอาจชูช่อสง่า เหนือท้องทะเลสีเพลิงที่กลืนกินชีวิต รวมถึงขวัญกำลังใจส่วนหนึ่งของชาวเมืองแวร์ฟาเรน

 

เพราะไฟนั้นยืนยันว่า ความตายอันเนื่องมาจากคำสาปของนางแม่มด...มีอยู่จริง

 

ในคืนนั้น เคลฟได้เดินทางไปแจ้งข่าวร้ายแก่ครอบครัวของเหล่าตำรวจที่ต้องจากโลกนี้ไปด้วยความผิดพลาดของเขา โยนความผิดบาปทั้งหมดแก่ ‘เถากุหลาบกินคน’ ที่ไม่มีข้อพิสูจน์ และปล่อยคำเล่าลือถึงนางแม่มดให้คงอยู่ต่อไป...

 

หยาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มนวลของหญิงสาวตรงหน้าตอกย้ำความผิดพลาดของเคลฟให้แตกลึก มือเรียวยกขึ้นปิดบังใบหน้า ร่างแบบบางโยนสะท้านยามสะอื้น ทว่าไม่ตัดพ้ออะไร ความหมองหม่นโรยตัวจนทำให้โคมไฟดูมืดมิดไปถนัดตา บ้านทั้งหลังที่ไม่มีใครนอกจากเขาและเธอยิ่งดูเวิ้งว้างและว่างเปล่า ราวกับกระทั่งตัวบ้านยังรับรู้ว่าผู้อยู่อาศัยคนสำคัญได้จากไปแล้ว

 

บรรยากาศที่ทั้งเย็นยะเยือกและแผดเผาจนร้อนไหม้ ทำให้ชายหนุ่มพยายามตัดประสาทสัมผัสตนออกจากโลกภายนอก ใบหน้าหล่อเหลาหยิ่งทะนงดูเรียบเฉย ปกปิดความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่เริ่มทำให้ภายในอ่อนเอน อย่างไรก็ตาม การนั่งนิ่งของเขาไม่ได้ช่วยอะไรเลย ภรรยาของผู้เสียชีวิตยังคงร่ำไห้อยู่เช่นนั้น แม้เสียงจะเงียบลง และน้ำตาก็แห้งเหือด หากความทุกข์เศร้าที่ใครคนหนึ่งหายไปจากชีวิตโดยไม่ทันล่ำลา ก็ยังคงทำให้จิตใจของเธอกรีดร้องระทม

 

เคลฟไม่รู้จะพูดกระไร...จึงเพียงกล่าวอำลา ให้คำมั่นว่าจะนำค่าชดเชยและจัดพิธีศพแด่สามีของเธอให้ในเร็ววัน แล้วเดินออกมาจากบ้านหลังนั้น

 

แสงไฟลอดผ่านหน้าต่าง สาดริ้วระริกไหว

 

เงาดำของเคลฟทอดผ่านแวบวาบแล้วเลือนหาย ทอดทิ้งหญิงสาวให้จมอยู่ในห้วงแห่งความสูญเสีย...เดียวดาย

 

ทุกบ้านที่ชายหนุ่มเดินเข้าไปหา หลังแล้วหลังเล่า เขาเป็นดังเงื้อมเงาแห่งมัจจุราชที่พรากความสุขเพียงชั่วคราวไปเสียสิ้น...เคลฟชี้แจงเรื่องราวของเถากุหลาบนั้น และความจำเป็นในการกำจัดทำลาย ตามคำประกาศอันรวดเร็วของฟลันเซ ยืนนิ่งมองความทุกข์ดังสายฟ้าฟาด และให้คำยืนยันเรื่องค่าดูแลและการชดเชยอันสมควร เขาเข้าใจดีว่ามันย่อมไม่อาจเทียบค่าได้กับ ‘ชีวิต’ แต่อย่างน้อยก็ขอให้ครอบครัวของพวกเขาเหล่านั้นได้มีอนาคตอันดี ทั้งยังเป็นการชดใช้ความผิดที่คอยตอกย้ำตลอดสองวันที่ผ่านมา

 

เขารู้ดีว่าเรื่องในครั้งนี้นับเป็นการทำลายพยานหลักฐานอันสำคัญ ทำให้ดูเหมือนกำลังปกปิดความผิดบางอย่างอยู่ และไม่อาจให้อภัยได้ ซ้ำร้ายครอบครัวของผู้เสียหายยังอาจนึกอาฆาตแค้นภายหลัง อย่างไรก็ตาม มันก็เป็นเรื่องที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้อยู่แล้ว สติอารมณ์ของเคลฟ จึงยังคงสงบ...และสงบยิ่งขึ้นภายหลังเยี่ยมเยียนครอบครัวของผู้โชคร้ายจนครบทุกคน

 

ความสงบที่สงบที่สุด - เป็นได้เพียงเท่านี้

 

มือเท้าคาง ศอกด้านสัมผัสพื้นโต๊ะไม้เย็น ตวัดปากกาบนกระดาษ เรียบเรียงความคิดและแผนการสำหรับวันข้างหน้า ดวงตาสีเฮเซลเหม่อมองภาพเขียนบนผนังห้องอีกฝั่งฟาก ไล่นึกคาดคะเนความเป็นไปได้ทั้งปวง แล้วจึงขีดเขียนลงไป

 

ปลายปากกากรีดลึกบาดกระดาษ หยดหมึกซึมเลอะขอบเยื่อไม้ที่ถูกชำแรกผ่าน

 

มือนั้นสั่น...สั่นสะท้าน...กำปากกาแน่น ปล่อยให้จรดจารเส้นริ้วสีดำไร้ระเบียบ สานเหนือข้อความทั้งหมดจนไม่อาจอ่านได้อีกต่อไป อาการควบคุมตนเองไม่ได้ลากนำปากกาให้แล่นทั่วทั้งแผ่นกระดาษ ขีดเขียน ระบาย ทว่าไม่อาจระบุเป็นภาพหรือตัวอักษรใดๆ

 

เพราะภาพสะท้อนแห่งจิตใจของชายหนุ่มเป็นเช่นนั้นเอง

 

 

------

 

 

สายฝนโปรยปราย ลมพัดโหม ฟ้าร้องครืนครั่น เมฆสีเทาครึ้มและหมอกไอจางปกคลุมแวร์ฟาเรนให้อยู่ในภาวะหม่นเศร้า หยดน้ำเย็นชื่นฉ่ำอาจต้องผิวกายให้รื่นจิต หากกลับเติมช่องว่างแห่งน้ำตาให้เจิ่งนองด้วยหยาดฝน

 

ท้องฟ้าทึบสีเทากับกิ่งไม้ที่ดูแข็งกร้านเป็นดังฉากหลังของงานพิธีที่ไม่เคยมีมาก่อนในเมืองนี้ ผู้คนในชุดดำยืนกางร่มอยู่บนลานหิน มองประตูสูงสง่าทว่าดูว่างเปล่า ก่อนจะก้าวเข้าไปภายในตัวโบสถ์ทึบทึมสีน้ำตาลแก่ โถงนั้นมีเก้าอี้ยาวเรียงเป็นแถวมากมาย และคนนั่งอยู่เกือบเต็มทุกที่ สรรพเสียงล้วนเงียบกริบ เว้นแต่ด้านหน้าสุดที่มีเสียงสะอื้นไห้ดังแว่วมา หญิงสาวในชุดยาวสีดำปิดพรางใบหน้าด้วยฝ่ามือ น้ำตารินอาบถุงมือบาง ขณะคนข้างเคียงสัมผัสปลอบโยน

 

ที่แท่นหินอ่อนยกสูง โลงศพสีดำประดับช่อดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์ห้าโลงเรียงรายอยู่บนนั้น คลุมตลอดด้วยผ้าผืนยาวปักลายธงประจำแคว้น ด้วยทุกคนสละชีวิตไปในหน้าที่...โดยไม่มีร่างเหลืออยู่ให้ฝังคืนสู่ดิน ทุกโลงจึงว่างเปล่า เป็นแต่การทำพิธีเทิดเกียรติหลังความตายอันน่าประหลาด...ความตายที่เกิดขึ้นซ้ำกันหลายหนเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

 

หลังเรื่องโจษจันเกี่ยวกับนางแม่มดในป่าเริ่มสร้างความหวาดผวาแก่ชาวเมือง ครั้นข่าวเรื่องเถากุหลาบกินคนประกาศออกมา คำเล่าลือก็เงียบสงบไป ด้วยมันสอดคล้องข้อสันนิษฐานแทบทุกประการเป็นอย่างดี...จึงไม่มีคำอธิบายอื่นจากใครอีก ทำให้ยามนี้ หากถามเรื่องราวจากสักคนในเมือง ย่อมได้ยินแต่เสียงทอดถอนใจ และถ้อยคำเวทนาสงสารในความโชคร้ายของผู้จำสละชีวิตทั้งห้าเพียงเท่านั้น

 

อย่างไรก็ตาม แววตาของผู้คนกลางโถงพิธีกว้างนี้ ล้วนดูวิตกกังวล มากกว่าจะโศกเศร้ารำลึกถึงผู้จากไป...

 

ม่านน้ำรินอาบนอกกระจกบานใส ความเย็นจากฝนทำให้อากาศของแวร์ฟาเรนเริ่มหนาวยะเยือก ยามชายหนุ่มคนหนึ่งย่องเดินเชื่องช้ามาเปิดประตูห้องแคบเล็กมืดนี้ จึงสังเกตเห็นควันไอจากลมหายใจได้ชัดเจน

 

ชายผู้นั้นถอนหายใจหลายครั้งหลายหน ไม่กล่าวอะไรสักที

 

“ลูกเอ๋ย...เจ้ามีบาปอันใดที่ปรารถนาการให้อภัยหรือ” นักบวชชราจำเอ่ยถามฆ่าความเงียบ น้ำเสียงสั่นปร่าอย่างคนแก่ ท่านเว้นนิ่งอยู่อีกนาน หมายว่าผู้มาเยือนคงเปิดปากระบายความในใจออกมาสักอย่าง ให้ตนได้ขบคิดและเสนอแนวทางแก้ไข หรือไม่เห็นหนทางใดจนต้องตอบไปตามพระคัมภีร์ทุกตัวอักษร แต่ความเงียบที่เข้าครอบคลุมอีกครั้งทำให้นักบวชชรากลับรู้สึกว่ากำลังถูกกดดัน คล้ายกับการทดสอบความอดทน อย่างไรอย่างนั้น

 

จะปล่อยให้เงียบเช่นนี้ต่อไป? ...ไม่ดีแน่ เพราะจะยิ่งทำให้ผู้รู้สึกผิดบาปนั้นฟุ้งซ่านไร้สติ “เจ้ามีสิ่งใดจะกล่าวหรือ ขอได้โปรดวางใจบอกพ่อเถิด” นักบวชชราลังเลเล็กน้อย แต่ก็พูดออกไป เริ่มรู้สึกกังวลเกี่ยวกับสภาพจิตใจของคนอีกฟากของหน้าต่างไม้ทึบ ทว่าเมื่อชายผู้นั้นถอนหายใจยาว และเริ่มขยับตัว ท่านจึงรู้สึกโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง

 

“ข้า...ทำผิด” เสียงทุ้มพึมพำ สั่นพร่า “ทุกอย่างในวันนี้ ทุกสิ่งที่ทำให้เกิดความวุ่นวายในตอนนี้ เป็นแต่ความผิดพลาดของข้าทั้งนั้น!” เขาทุบโต๊ะเล็กรุนแรง บานหน้าต่างไม้สั่นน้อยๆ ชายหนุ่มกำหมัดแน่น สั่นเทา กัดฟันพลางเพ่งมองพื้นหินสีดำอย่างเคียดแค้นตนเอง

 

นัยน์ตาสีเฮเซลสั่นระริก น้ำตาเอ่อคลอ พยายามไม่นึกถึงความทรมานที่ต้องกลืนคำตน ยามขอร้องให้ทางโบสถ์ช่วยจัดพิธีนี้ให้...แน่นอนว่าด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง แฝงรอยยิ้มอ่อนจางอันเป็นหน้ากากที่สวมไว้จนชาชิน

 

บุรุษทั้งห้าล้วนประสบอุบัติเหตุระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ยามนั้น ทั้งที่ความหวาดกลัวครอบคลุมทั่วเมือง แต่พวกเขาคือทหารหาญ ผู้ยอมสละทุกอย่างกระทั่งชีวิตเพื่อธำรงรักษากำลังใจของทุกคนเอาไว้ - ชายหนุ่มกล่าวใจความดังนี้ ซ้ำไปซ้ำมา หลายครั้งหลายหน ทั้งที่ภายในเจ็บปวดแทบคลั่ง เพราะรู้ดีว่าไม่มีมนุษย์คนใดหรอกที่ยินดีพลีชีพง่ายดายเพียงนี้...เป็นแต่ข้ออ้างให้พ้นผิดของผู้บังคับบัญชาต่างหาก ที่ยกย่องปุถุชนใต้บังคับให้กลายเป็นวีรบุรุษหาญกล้า กลบเกลื่อนการตัดสินใจอันพลาดพลั้ง กลบเกลื่อนความประมาท กลบเกลื่อนความเศร้าเสียใจกับการกระทำตน กลบเกลื่อนทุกสิ่ง

 

เทิดเกียรติผู้จากไปไว้เหนือหัว - เหยียบย่ำตัวตนผู้อยู่ยังให้จมธรณี

 

“คนพวกนั้นต้องมาตายเพราะข้า! ถ้าข้าคิดได้ดีกว่านี้...ถ้าข้านึกฟังคำเขา...ถ้าข้าเห็นชีวิตพวกเขาเป็นสำคัญ...เรื่องนี้คงไม่เกิดขึ้นเป็นแน่!” ชายหนุ่มพึมพำ กรีดคำรามในลำคอ เหยียดร่างนั่งพิงกำแพงห้อง

 

พลันได้ยินเสียงทอดถอนใจ “ไม่ว่าความผิดพลาดนั้นจะร้ายแรงเพียงใด อย่างไรเสียพระองค์ก็ให้อภัยเจ้า...อย่าได้กังวลไปเลย ถึงอย่างไร ความตายก็เป็นแต่การเดินทางสู่อ้อมอกของพระองค์อีกครั้งเท่านั้น พวกเขาจะมีแต่ความสุขสวัสดี...อย่าได้นึกเศร้าเสียใจนักเถิด จงจดจำภาพระลึกของผู้จากไปไว้ในความทรงจำ แต่อย่าได้ลืม หากเจ้าไม่อยากให้มีผู้ใดจากไปด้วยเหตุอันเดิมอีก...”

 

เคลฟเหยียดยิ้มถากถางตนเอง แค่นหัวเราะ ปล่อยคำพูดกลวงเปล่าให้แพร่ในห้วงความคิด “คุณพ่อบอกว่าพระองค์จะให้อภัยข้า”

 

“แน่นอน พระองค์คือพระผู้ประทานอภัย มิใช่ผู้อาฆาต - บิดาไม่อาจนึกเคียดแค้นใดๆต่อบุตรของตนได้หรอก”

 

ชายหนุ่มยิ้มกว้างขึ้น - ยิ้มแต่ปาก “เช่นนี้แล้ว...ข้าย่อมได้รับการให้อภัย ไม่ว่าจะกระทำความผิดร้ายแรงแค่ไหน กระมัง”

 

นักบวชชราใคร่จะตอบ ใคร่จะให้กำลังใจ ทว่าความคิดหนึ่งอันรุนแรงกลับแทรกระหว่างท่านกับพระคัมภีร์สูงส่งนั้นโดยสิ้นเชิง ด้วยจับใจความผิดแผกอย่างผู้หลงทางได้ในประโยคนั้น

 

“ความผิดบาปทั้งมวล อย่างไรเสียก็คือความผิดบาป ไม่ว่าพระองค์จะเปี่ยมด้วยความรักและการให้อภัยเท่าไรก็ตาม...ลูกเอ๋ย”

 

“หากความผิดบาปจากความพลาดพลั้งนั้นได้รับการอภัย ภายหลังย่อมไม่อาจนับว่าผิดบาป” เคลฟย้อนแย้ง หัวใจกระหน่ำระรัว ด้วยรู้ดีว่าเขาเพียงหาข้ออ้างให้รอดพ้นจากการถูกประณามโดยจิตสำนึกเท่านั้น หาได้เชื่อในคำตนโดยสนิทใจไม่

 

“พระองค์ย่อมให้อภัย...” น้ำเสียงอย่างคนแก่ดูสงบอย่างน่าประหลาด “แต่เพื่อนมนุษย์อาจไม่ให้อภัยเจ้า”

 

ชายหนุ่มเอนกายพิงกำแพง เหยียดสองขายาวชนผนังอีกด้านหนึ่ง รับฟังด้วยหัวใจว่างเปล่า แล้วจึงหัวเราะเบาๆ

 

เขาอยากจะพูด อยากจะโต้เถียง อยากกล่าวอะไรก็ได้ให้ไม่ต้องรู้สึกว่าการตัดสินใจเมื่อวันนั้นของตนนำความวิบัติใดๆมามากนัก...แต่ก็ไม่อาจทำได้อีกแล้ว เพราะบัดนี้ทั้งจิตวิญญาณถูกตอกลึกร้าวด้วยวลีสั้นๆ ที่ทำลายทุกความหวังของเขาโดยสิ้นเชิง

 

“แต่เพื่อนมนุษย์อาจไม่ให้อภัยเจ้า”

 

...เช่นนี้แล้วเขาจะพยายามชดเชยไปเพื่ออะไร?

 

ได้แต่เฝ้าถามเงียบงัน ขณะเดินออกมาช้าๆ ทอดถอนใจหนักหน่วง ก่อนแสร้งสร้างภาพลักษณ์ของ ‘ท่านเคลฟ’ มาประดับทั่วร่าง กล่าววาจากลางพิธีด้วยท่าทีขึงขัง สงบนิ่ง และน่าศรัทธาเป็นยิ่งนัก...

 

บัดนี้จิตใจของชายหนุ่มราวกับถูกพายุหมุนโหมกระหน่ำ นำพาให้เวียนวนและล่องลอย ไร้จุดหมาย ไร้ทิศทาง อัตลักษณ์ที่เพียรสั่งสมเหลือแต่เพียงเปลือกนอก ภายในนั้นว่างเปล่า ถูกถาโถมด้วยคำถามและความสับสนมากมาย จนรู้สึกว่าเขานั้นแท้จริงแล้วไร้ตัวตน

 

คำพูดในฐานะประธานพิธี ยิ่งทำให้การอำลาครั้งนี้ดูไร้แก่นสาร

 

กระทั่งในยามกลบดินเหนือโลงศพของบุรุษเหล่านั้น...ชายหนุ่มก็มิได้เอ่ยคำล่ำลา

 

 

------

edit @ 4 Dec 2009 22:52:11 by Star* of Radiance