[EBF-UNKNOWN] Red flag raised (2/2)

posted on 17 Apr 2015 17:42 by findarato in EBF

เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม

 
------
 
Project : Unknown Discovery
 

#3044 Alexei Ard-ri - Air Marshal [Chief of the Project]

[First Team]
#3058 Sakon Zephyros - Flying Officer [Watcher]
#3136 Lehm Leisel - Airman [Watcher]
#3072 Blanche Zandivier - Lab Scientist [Researcher]

[Second Team]
#3004 Scarlet Nightray - Air Chief Marshal [Special Advisor]
#3090 Sine Costan - Lab Scientist [Researcher]

------

UNKNOWNs

AF-U-10270224-0000
Status: Decomposed

AF-U-10270305-0001
Status: Unknown

AF-U-10270305-0010
Status: Dead

AF-U-10270306-0011
Status: Dead

------


1. Blanche Zandivier
[EBF]you're...?

2. Blanca Eirwin
[EBF] UNKNOWN

3. Alexei Ard-ri
[EBF-UNKNOWN] Uncertainty?

4. Sakon Zephyros
[EBF]Unknow? I know... part1[AF]
[EBF]Unknow? I know... part2end[AF]

5. Blanche Zandivier
[EBF]Fish
[EBF] Aquarium [1/?]
[EBF] Aquarium [2/?]
[EBF] Aquarium [3]

6. Lehm Leisel
[EBF] 'S'

7. All
[EBF-UNKNOWN] A safe place is no where

8. All
[EBF-UNKNOWN] NONSCIENCES

9. All, mentioned Ava D. Freud    "Red Flag Raised"
http://e-bf.sosforum.net/t54-topic#778
http://e-bf.sosforum.net/t54-topic#812
 
 
------
 
 
 
 
9. Red Flag Raised (2/2)




‘เอ็ดการ์ ฟีนิกซ์...ไอ้พวกกบฏ...’



[ซ่า------]



‘ลากหัวมันมาให้ได้’



‘พี่น้องของเราจะจัดการ’



[ซ่า------]



‘กำจัดกบฏชุดแดง เพื่อแผ่นดินราชา’



มือบางขยับแตะที่หูฟังสีดำครอบหนังสีแดง พลางหรี่ตามองภาพบนหน้าจอที่ยังคงเป็นสีดำสนิท แถบสีเงินด้านล่างเคลื่อนไปช้าๆ คลิปนี้กำลังจะจบ แต่เขารู้สึกเหมือนไม่ได้อะไร ตลอดเวลาของคลิปนั้นไม่ปรากฏภาพใดๆ นอกจากตราฟีนิกซ์ของกองทัพอากาศที่ถูกสาดทับด้วยสีดำ และเสียงคนพูดที่ผ่านการดัดแปลงด้วยคอมพิวเตอร์ อาจจะเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ตามตัวเจอว่าเจ้าของนั้นเป็นใคร

ใจความทั้งหมดไม่ได้มีสาระสำคัญ นอกจากกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งกำลังจะกระทำการเพื่อแผ่นดิน กำจัดกบฏชุดแดงนำโดยเอ็ดการ์ ฟีนิกซ์...ดูเหมือนพวกนั้นจะมีพรรคพวกจากกลุ่มพี่น้อง ซึ่งอาจจะหมายถึง The Brotherhood สมาคมนักฆ่าจากยูนิคอร์น เสียงในคลิปนั้นบอกว่าสงครามอิคดราซิลนี้ ทัพอากาศจะต้องแพ้ พวกเขาจะกำจัดผู้บัญชาการให้ได้ จะไม่ให้กองทัพแดงได้พื้นที่นี้ไปเด็ดขาด

เพราะฉะนั้น เขา...ไซน์ คอสแทน...จึงบันทึกทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ เผื่อว่าอนาคตพวกนี้จะไหวตัวทัน และลบมันไป จะได้ยังมีหลักฐานให้ติดตามสาวถึงต้นตอ...รู้อยู่แก่ใจกันทั้งนั้นว่าหนทาง ของพวกเขาคงไม่ได้มีแต่กลีบกุหลาบ กองทัพย่อมมีผู้ขัดขวาง คนที่ไม่เห็นด้วยมีอีกมาก ผู้คนในส่วนกลางนั้นเป็นแค่คนที่ยังไม่ก้าวออกมาจากพื้นที่ปลอดภัย แต่เขาเชื่อว่าในเวลานี้ที่สงครามกำลังปะทุ คงไม่มีใครที่ในใจลึกๆแล้วยังเป็นกลางโดยแท้จริง...ไม่มีใครที่จะลอยตัว เหนือปัญหาที่กำลังคืบคลานมาที่หลังคาบ้านของตน

แสงสว่างจากโคมไฟสี ขาวสะท้อนกับแว่นตา ริมฝีปากบางคลี่ยิ้ม ปลายนิ้วขยับเม้าส์คลิกที่มุมหนึ่งของหน้าจอ หน้าต่างใหม่ผุดขึ้นมาที่มุมนั้น

‘Track down?’

ชายหนุ่มกด ตอบรับในทันที พลันผละออกจากหน้าจอ ปล่อยให้สิ่งซึ่งคิดคำนวณไว้นานแล้วเดินไปตามทางของมัน เขาหยิบเครื่องมือสื่อสารกองทัพของตนขึ้นมา เลื่อนปลายนิ้วสั่งเปิดหน้าจอใหม่ขึ้น

ภาพที่ฉายสว่างกลางอากาศคือแผนที่ของเขตส่วนกลางอิคดราซิล

รอยยิ้มที่ปรากฏอยู่เป็นนิจค่อยจางลงจนเลือนหาย สีหน้ากลับกลายเป็นเรียบเฉย สายตามองแต่จุดกึ่งกลางของพื้นที่อันเป็นสีเขียว นิ่งไปนาน

เพราะครั้งนี้ เขาจะไม่แพ้

จะไม่ยอมแพ้ให้กับเรื่องแบบนี้อีกแล้ว

ทันทีที่รหัสตัวเลขชุดหนึ่งปรากฏบนหน้าจอที่เปิดค้างไว้ เขารีบบันทึกลงในเครื่องมือสื่อสาร ก่อนจะเปิดอีกหน้าต่างขึ้นมา บันทึกภาพทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากการกระทำของผู้เป็นเจ้าของคอมพิวเตอร์อีก ฝั่งฟาก ในห้องทดลองที่ไม่ได้ว่างเปล่านั้นมีแต่เสียงปลายนิ้วระรัวพิมพ์ และเสียงหัวเราะในลำคอของชายผู้นี้

นัยน์ตาสีเขียวอมฟ้าเลื่อนขึ้นมองเหนือขอบจอภาพ เขาเห็นแต่ผนังอันเป็นสีขาว

ทว่าในความคิด ภาพของแสงสว่างสีเพลิงร้อนระอุปรากฏชัดเจน ยิ่งกว่าที่เห็นด้วยสายตา

เขาเห็นมังกร เห็นกองทหาร เห็นกองเรือที่จะเข้าประชิดชายฝั่งสตอร์มบอร์น เห็นทหารชุดดำที่จะก้าวผ่านเขตส่วนกลางมาตั้งค่ายที่โลธีเนียนส์พาส เห็นต้นไม้สีเขียวชอุ่ม น้ำตก เมืองหนึ่งที่ซ่อนเร้นหลังปราการวิเศษ

และเหนือกว่าสิ่งใด คือเปลวเพลิง

เปลวเพลิงนั้นกลืนกินผืนป่า แผดเผาให้ทุกสิ่งมอดไหม้ลงไปกับตา เปลวเพลิงนั้นร้อนแรง ดุดัน และน่าสะพรึงกลัว

เปลวเพลิงนั้น...เป็นสีแดง


------




ท่ามกลางพายุหิมะที่ยังคงโหมกระหน่ำ ข่าวสารการรับสมัครทหารใหม่สู่กองทัพทหารหลวงและกองทัพนาวีแพร่สะพัด ผู้คนในคราทอสต่างตื่นตัวกับการคืบหน้าของสงครามที่ตั้งท่าจะระเบิดมานาน หลายปี แต่ในฟีนิกซ์ ทุกอย่างยังคงเงียบสงัด กลางรันเวย์กว้าง เครื่องบินรบยังคงบินขึ้นสู่ฟ้าลำแล้วลำเล่า ส่งเสียงอื้ออึงเสียดหู แล้วหายลับไปเหนือเมฆหนาจากพายุโนวักก์เนียร์ ไม่มีใครเห็นอีกว่าปลายทางของพวกเขาคือที่ใด และไม่มีใครสนใจ เนื่องจากสิ่งเหล่านี้เป็นภาพที่ปรากฏให้เห็นอยู่ทุกวัน

ชายหนุ่มเดินไปตามเฉลียงคฤหาสน์ใหญ่ ที่นี่เคยเป็นพื้นที่ส่วนบุคคลของตระกูลฟีนิกซ์ แต่บัดนี้แปรสภาพเป็นศูนย์กลางกองบัญชาการกองทัพอากาศ วันนี้เขาสวมชุดเครื่องแบบสีแดงเข้มรัดกุม บริเวณขอบขลิบด้วยผ้าสีดำอย่างหน่วยรบจู่โจม ทับด้วยผ้าคลุมสีขาวบอกยศระดับนายพล รองเท้าบูทหนังสูงครึ่งแข้งย่ำผ่านพื้นพรมสีแดงอย่างรวดเร็ว เพดานเบื้องบนเป็นสีโทนสว่าง โคมไฟงดงามสาดแสงตัดกันจนไม่เห็นเงาในทิศใด

นัยน์ตาสีฟ้าซีดเหลือบลงมองนาฬิกาเกรย์สกอตสีขาวประดับคริสตัลที่ข้อมือ เจ็ดโมงครึ่ง...เขาน่าจะถึงพอดีกับเวลา ไม่ต้องรีบมาก

"อุ๊ย คุณอเล็กเซย์..."

เสียงหวานของสตรีดังขึ้น ทักให้เขาต้องชะงักไป...เธอเป็นผู้หญิงที่รูปร่างหน้าตาไม่ต่างจากเด็กสาว และรอยยิ้มร่าเริงกับตุ๊กตากระต่ายในอ้อมแขนก็ชวนให้เชื่ออย่างนั้น เพียงแต่เด็กสาวคนนี้มียศสูงกว่าเขาเสียอีก เพราะฉะนั้นเนื้อแท้ของเธอย่อมมีอะไรมากกว่าเด็กสาวตัวน้อยที่ติดเล่นตุ๊กตา

พลอากาศเอก เอวา ดี ฟรอยด์ เดินออกมาจากอีกทางหนึ่ง เอียงคอยิ้มให้กับเขา ดวงตากลมโตสีฟ้าจ้องมองอย่างตื่นเต้นนิดๆ "บังเอิญจังเลยนะคะ เอวาไม่คิดว่าจะเจอคุณอเล็กเซย์อีกซะแล้ว...วันนี้ต้องรีบไป" เธอขยิบตาพลางชี้นิ้วเหนือศีรษะ "...แล้วแท้ๆเลยนะ"

ยังไม่รู้ว่าเจตนาคืออะไร ชายหนุ่มจึงยิ้มให้ "แหม...ผมยังร่ำลาคนไม่หมดเลยครับ ให้ผมรีบขนาดนั้นใจร้ายจังเลย"

"เอวาเปล่าใจร้ายนะคะ" พลเอกขำคิก "เอวาเองก็ต้องรีบไปเหมือนกัน พวกพี่น้องของคุณอเล็กเซย์เหมือนจะมีเรื่องอะไรๆกับเรา ก็เลยต้องรีบหน่อยน่ะค่ะ"

"อะไรนะครับ...พี่น้องของผมงั้นเหรอ..." เขาเข้าใจได้ในทันที ก่อนจะหัวเราะเบาๆ "ไม่ได้ติดต่อนานแล้วล่ะครับ เขาคงไม่นับผมเป็นพี่น้องแล้วด้วยซ้ำล่ะมั้ง...มีเรื่องอะไรที่ผมช่วยได้รึ เปล่า?"

"เอ...แต่ 'ภารกิจแช่แข็ง' นี่วันนี้แล้วนี่คะ ตายแล้ว!" เอวา ดี ฟรอยด์ ทำตาโต ท่อนแขนเล็กนั้นกอดตุ๊กตากระต่ายแน่น "เอวาทำให้คุณอเล็กเซย์ช้าไปแล้วแน่เลย ไม่กวนแล้วค่ะ ไม่กวนแล้วนะ" เธอยิ้มหวาน โบกมือไหวๆ พลันก็หยิบมือกระต่ายน้อยให้โบกมือไปพร้อมกัน "เรื่องทางนั้นก็โชคดีนะคะ! เอวาเชียร์อยู่"

มือเรียวใต้ถุงมือหนังสีดำเคลื่อนกระทำวันทยาหัตถ์อำลา เขายิ้มให้กับผู้บังคับบัญชาที่เดินผละออกไป ก่อนจะก้าวต่อไปในทางเดียวกับที่เอวาเพิ่งเดินออกมา ทันทีที่แน่ใจว่าลับจากสายตาของอีกฝ่าย คิ้วเรียวจึงค่อยเคลื่อนเข้าหากัน เขาสงสัยอะไรบางอย่าง ดูเหมือนจะมีเรื่องเกี่ยวกับ Brotherhood แต่เวลานี้เขาคงทำอะไรไม่ได้มาก...เอวา ดี ฟรอยด์ดูจะรู้เรื่องความเคลื่อนไหวของตนมากกว่าที่เคยคิด แต่ก็ไม่แน่ใจว่าเธอรู้จริงหรือแค่บลัฟ ทำเฉยไว้คงดีกว่า

หลังมือเคาะประตูสามครั้งตามธรรมเนียม ก่อนจะก้าวเข้าไป "ขออนุญาตครับท่าน" เขารีบปิดประตู เพื่อไม่ให้ใครหรืออะไรภายนอกได้เห็นภาพด้านในอีก แล้วจึงยืนนิ่งพร้อมทำความเคารพแก่ผู้บังคับบัญชาอีกท่านหนึ่งผู้เป็นเจ้า ของห้องนี้ อเล็กเซย์ค่อยก้าวเข้าใกล้หญิงสาวในชุดเครื่องแบบสีขาวปลอดที่นั่งอยู่กับ โซฟานุ่ม เรือนผมสีแดงประดับริบบิ้นสีดำสนิทนั้นดูราวกับเลือด เขารู้สึกยินดีทุกครั้งที่มองหน้าเธอ...รู้สึกยินดีที่สการ์เล็ต ไนท์เรย์ เป็นพวกเดียวกันกับตน แทนที่จะขัดขวางเป็นศัตรู

"นั่งก่อนสิคะ อเล็กเซย์" สการ์เล็ตผายมือ และยิ้มให้ เขาจึงนั่งลงตามคำเชิญนั้น พลางลอบสำรวจสภาพภายในห้อง...ห้องทำงานของพลอากาศเอกนั้นสมกับเป็นแม่มด ทุกอย่างตกแต่งอย่างน่ารักด้วยสีดำ เช่นผ้าลูกไม้บนโต๊ะ ตุ๊กตาผู้หญิงที่วางประดับอยู่บนชั้นวางสูง และปีกคล้ายค้างคาวขนาดใหญ่ที่ผนัง ซึ่งชวนให้นึกสงสัยว่าเป็นปีกของอะไรกันแน่...

"เมื่อกี้ได้เจอเอวารึเปล่าคะ...พอดีเขาเพิ่งออกไปไม่นานนี้เอง" แม่มดสาวเอ่ยถาม

"ก็...ครับ" อเล็กเซย์ตอบรับด้วยรอยยิ้ม มือเคลื่อนไปจัดเรือนผมสีดำให้เรียบตรง "เหมือนท่านเอวาจะมีงานด่วนอยู่เหมือนกัน"

สการ์เล็ต ไนท์เรย์ ขยับมือเล็กน้อย พลันกระดาษชุดหนึ่งก็เลื่อนจากริมโต๊ะด้านข้างมาให้หยิบได้อย่างสะดวก "ฉันแกะรอยไปได้แล้วล่ะค่ะ บอกตามตรงว่าไม่น่าเชื่ออยู่เหมือนกัน..." เธอยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้เขาอ่าน พร้อมกับรอยยิ้มที่เชิงจะลำบากใจ "พอเป็นแบบนี้เข้าแล้วเลยคิดว่า...ฉันคิดว่านะคะ...คุณอย่าบอกคนอื่นเลยดี กว่า"

เสี้ยววินาทีที่เขาปรายตามอง หัวใจก็เริ่มเต้นรัว มันสำคัญจนต้องกลั้นหายใจ...เขากระหายอยากจะจัดการมันให้สิ้นซากไปเสีย เดี๋ยวนั้น แต่ไม่ใช่...ยังมีอะไรที่ทำได้มากกว่านี้ มีสิ่งที่ทำได้มากกว่าแค่ทำลายมันลง นี่จะเป็นเครื่องมือสำคัญ

...สำคัญ...

"...แต่ฉันก็เป็นแค่ที่ปรึกษาของคุณ โครงการนี้คุณเป็นคนเริ่ม ข้อมูลนี้แล้วแต่คุณจะจัดการแล้วกันค่ะ" หญิงสาวผู้มีสีแดงยิ้มน้อยๆ พลางเอื้อมมือไปสัมผัสกับมือใต้ถุงมือหนังสีดำที่กำแผ่นกระดาษนั้นไว้ แล้วสบตา "ถ้ามีอะไรที่ฉันช่วยได้ ก็บอกได้เลยนะคะ ไม่ต้องเกรงใจ"

ชายหนุ่มจึงหัวเราะเบาๆ "ครับ ผมจะรายงานขึ้นไป" ในใจนึกขอบคุณ แต่ยังไม่บอกไป

"จะว่าไป..." มือนั้นผละออก สการ์เล็ตเปรยขึ้น พร้อมกับคิ้วเรียวที่เคลื่อนเข้าหากัน "ฉันหวังว่าเขาจะยังไม่รู้ว่าเรารู้แล้ว ไม่อย่างนั้นความได้เปรียบนี้หายไปคงแย่..."

"สงคราม..." ชายหนุ่มพูดขึ้น แล้วเงียบไป เขาสบตาเข้ากับอีกคน พลันก็ราวกับจะเข้าใจกันโดยไม่ต้องพูดออกมา

เมื่อฝั่งนั้นมีพลังเช่นนี้อยู่ ดัดแปลงเวทมนตร์ ควบคุมและสะท้อน ใช้พลังเวทน้อยแต่มีประสิทธิภาพ และรุนแรง อย่างไม่มีข้อจำกัดทางมนุษยธรรมใดๆ...สงครามจะทำให้พวกเขายิ่งใหญ่มากขึ้นไป อีก และไม่มีใครจะสู้ได้ ไม่ว่าฝ่ายใดจะชนะในสงครามที่กำลังจะระเบิด เพียงมีความสูญเสีย มีคนเจ็บ และคนตาย...เพียงเท่านี้ พวกนั้นก็แทบจะคว้าชัยชนะในอนาคตมาได้แล้วในกำมือ 'Unknown' ทั้งหมด เป็นเหมือนเพียงบททดลองขั้นที่หนึ่ง เป็นแค่ของเล่นสนุกชิ้นหนึ่ง...ของจริงจะมากกว่านี้...

เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรปล่อยให้ช้าไปกว่านี้

เพราะเขาไม่อยากให้ใครก็ตามได้รับชัยชนะบนซากปรักหักพัง

"ไว้ถ้าผมกลับมาจากฟรอเซนไฮด์ คงจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงอีกหลายอย่างเลยล่ะครับ" อเล็กเซย์เก็บเอกสารใส่ซองสีน้ำตาลอย่างบรรจง ยันร่างยืนขึ้น แล้วยกปลายนิ้วจรดที่หางคิ้ว "ขอบคุณมากครับท่าน แด่กองทัพอากาศ"

"แด่กองทัพอากาศค่ะ" สการ์เล็ตรับการทำความเคารพนั้น แล้วยิ้มให้อย่างอ่อนโยน

พลอากาศโทรีบออกจากห้องไป เขามองนาฬิกา เป็นเวลาแปดโมงตรง ยังพอมีเวลา...

ชายหนุ่มก้าวเท้าสับกันรวดเร็ว เขาล้วงมือหยิบเครื่องมือสื่อสารประจำกองทัพขึ้นมา เลือกกดโทรออกหาใครคนหนึ่ง

"...ไงครับซาคอน"

ได้ยินเสียงอุทานหยาบคายมาจากอีกฝั่ง 'ขอประทานโทษครับ สวัสดีครับท่าน มีธุระอะไรรึเปล่าครับ'

"เปล่าหรอกครับ...แค่อยากแสดงความเสียใจกับเรื่องคุณพ่อของคุณสักครั้ง ช้าไปรึเปล่าครับเนี่ย..." พูดพลางก็ยิ้มขำๆ "เกือบจะหนึ่งปีแล้วนะ"

เกือบหนึ่งปีที่พวกเขาทำงานด้วยกัน...ไม่ได้สื่อสารอะไรกันมาก นอกจากเตรียมการเฝ้าระวัง ซาคอน เซฟิรอส ช่วยเหลือเขามาตั้งแต่ตอนแรกเริ่มปฏิบัติการ ตั้งแต่ไปเมืองเล็กๆห่างไกลในภูเขานั้นที่ชื่อฟีรัน หนึ่งปีที่ผ่านมาที่อดหลับอดนอนทำงานกันมา...เขายังไม่เคยขอบคุณ ไม่ว่าจะด้วยอะไร

และเวลานี้ พลอากาศโท อเล็กเซย์ อาร์ด-รี กำลังจะไปฟรอเซนไฮด์

เพราะฉะนั้นคงยังไม่มีโอกาส จนกว่าจะได้กลับมาอีกครั้ง

'ครับ...ท่าน...รู้แล้วเหรอครับ...' อีกฝ่ายตอบโดยหลีกเลี่ยงใจความสำคัญ 'ป...เป็นหน้าที่ครับท่าน ผมยินดีเสมอ แด่กองทัพอากาศ'

"นี่คุณอยู่ไหนครับเนี่ยหืม?"

'โรงอาหารครับ...ม-มีอะไรรึเปล่าครับท่าน...' ได้ยินเสียงใครอีกคนพูดออกมาในสาย จับใจความไม่ได้ แต่คุ้นหูเป็นยิ่งนัก น่าจะเป็นเด็กปีศาจคนนั้นจากตระกูลเอลิเชีย...เป็นเสียงที่ทำให้เขายิ้ม

"เปล่าหรอกครับ ผมแค่อยากจะบอกแค่นี้แหละ" ชายหนุ่มหัวเราะเสียงใส "ขอให้คุณโชคดีครับ แด่กองทัพอากาศ"

ทันทีที่วางสาย ก็กดต่อไปอีกเบอร์หนึ่ง...เสียงตอบรับจากปลายสายนั้นต่างออกไป 'สวัสดี เลห์ม ไลเซลพูด'

"สวัสดีครับเลห์ม...ผมโทรมาบอกครับ เนื่องในโอกาสที่กำลังจะครบหนึ่งปี..." นัยน์ตาสีฟ้าเคลื่อนหรี่ลงเล็กน้อย ยามเดินผ่านทางเดินคอนกรีตที่มีหลังคาคลุม อากาศภายนอกหนาวลึกถึงกระดูก และสายลมพัดแรงจนยากจะต้านทาน "ขอบคุณสำหรับโครงการของเรานะครับ"

'ข้ายินดี ไม่เป็นไร' เลห์ม ไลเซล พูดด้วยเสียงทุ้มต่ำ และหนักแน่นอย่างเคย

"ผมขอโทษด้วย ถ้าคุณต้องลำบากเพิ่มเพราะงานนี้ อย่างสัปดาห์นั้น...ต้องขอโทษจริงๆ" หมายถึงสัปดาห์ที่ทุกคนถูกสอบสวนเรื่องตัวอย่างทดลองที่หายไป มันหนักหนาสาหัสอยู่เอาการ กระทั่งกับตัวเขาเองก็ตาม

'ไม่เป็นไรพลโท...แด่กองทัพอากาศ ไม่ว่าอะไรข้าก็ยินดี'

"เรื่องอันโนนของคุณ ผมเสียใจด้วยนะครับ" เขาพูด...น้ำเสียงอาจเหมือนเดิม แต่เขาเสียใจ จากใจจริง "ถ้าผมพอจะช่วยอะไรได้บ้างก็ยินดีนะครับเลห์ม"

ได้ยินเสียงถอนหายใจแผ่วเบา '...ข้ายังอยู่ดี ไม่เป็นไรหรอก'

"ถ้ามีโอกาสผมอยากจะขอบคุณคุณอยู่เหมือนกัน...โชคดีครับเลห์ม แด่กองทัพอากาศครับ"

เขาวางสายทันทีที่ก้าวออกมาสู่นอกอาคาร อากาศหนาว หิมะยังคงโปรยลงมา รองเท้าบูทสูงย่ำผ่านพื้นที่ปูด้วยหิมะเป็นพรมสีขาว ทิ้งรอยเท้าและหยดน้ำไว้เป็นทาง สายลมรุนแรงที่พัดมาต้องใบหน้าจนชาด้านเรียกสติให้ตื่นตัว ใบหน้าเรียวพยักให้กับทหารอากาศนายหนึ่งที่เดินสวนกัน ตอบด้วยปลายนิ้วที่จรดยังหางคิ้วและรอยยิ้ม เขาเดินเลี้ยวออกจากรันเวย์และโรงเก็บเครื่องบิน เลาะมาเลียบถนนใหญ่ ตรงข้ามกับทิศ