[EBF-UNKNOWN] Red flag raised (1/2)

posted on 17 Apr 2015 17:36 by findarato in EBF

เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม

 
------
 
Project : Unknown Discovery
 

#3044 Alexei Ard-ri - Air Marshal [Chief of the Project]

[First Team]
#3058 Sakon Zephyros - Flying Officer [Watcher]
#3136 Lehm Leisel - Airman [Watcher]
#3072 Blanche Zandivier - Lab Scientist [Researcher]

[Second Team]
#3004 Scarlet Nightray - Air Chief Marshal [Special Advisor]
#3090 Sine Costan - Lab Scientist [Researcher]

------

UNKNOWNs

AF-U-10270224-0000
Status: Decomposed

AF-U-10270305-0001
Status: Unknown

AF-U-10270305-0010
Status: Dead

AF-U-10270306-0011
Status: Dead

------


1. Blanche Zandivier
[EBF]you're...?

2. Blanca Eirwin
[EBF] UNKNOWN

3. Alexei Ard-ri
[EBF-UNKNOWN] Uncertainty?

4. Sakon Zephyros
[EBF]Unknow? I know... part1[AF]
[EBF]Unknow? I know... part2end[AF]

5. Blanche Zandivier
[EBF]Fish
[EBF] Aquarium [1/?]
[EBF] Aquarium [2/?]
[EBF] Aquarium [3]

6. Lehm Leisel
[EBF] 'S'

7. All
[EBF-UNKNOWN] A safe place is no where

8. All
[EBF-UNKNOWN] NONSCIENCES

9. All, mentioned Ava D. Freud    "Red Flag Raised"
http://e-bf.sosforum.net/t54-topic#778
http://e-bf.sosforum.net/t54-topic#812
 
 
------
 
 
 
 
9. Red Flag Raised (1/2)

 
 
 
 
โลกของเรานั้นประกอบไปด้วยธาตุสำคัญทั้งสี่ ไฟ ลม ดิน น้ำ ต่างเหนือกว่าและเกื้อหนุนกัน หลอมรวมเสริมสร้างและแผ่ขยาย ธาตุทั้งสี่นั้นคือพลัง ก่อเป็นหนึ่งอณูอันไร้ชีวิต หล่อหลอมหนึ่งชีวิต และต่อชีวิตสืบเนื่องไป ทว่าแผ่นดินนี้มิได้เกิดแต่เพียงสี่ธาตุ ยังมีอีกพลังอันพิเศษ เป็นขั้วตรงข้ามแต่มิอาจแยกจากกัน คือแสงสว่างและความมืด...ธาตุทั้งสี่ ครั้นรวมกับสองพลังอันพิเศษ จึงก่อกำเนิดเป็นมหาทวีปคราทอส และชีวิตอันหลากหลาย เวทมนตร์เป็นดังโลหิตไหลวนภายในคราทอส มันเจืออยู่ในดิน ละลายอยู่ในน้ำ ล่องลอยไปในอากาศ...คราทอสไม่อาจปราศจากเวทมนตร์ และเวทมนตร์ก็ดำรงอยู่ได้ด้วยผืนแผ่นดินแห่งนี้เช่นกัน

นัยน์ตาสีแดงก่ำดังเลือดสะท้อนเงาจากขวดแก้วใบเล็ก เบื้องหลังเงาสีแดงนั้นมีแต่ของไหลสีดำข้นคลั่ก หมุนวนรุนแรง ราวกับต้องการจะหลบหนี หลีกเร้นจากอำนาจที่ควบคุมนี้ กลับคืนสู่ถิ่นที่จากมา...หรือไม่ก็ยอมแหลกสลายไป ดีกว่าจะมีตัวตนอยู่เป็นแต่เพียงวัตถุไร้ร่างที่ถูกจองจำไร้หนทางตราบชั่ว นาน

ปลายนิ้วเรียวแตะลงแผ่วเบาที่ข้างขวดแก้ว เล็บงามที่ได้รับการตัดแต่งอย่างดีบรรจงจรดลงเคียงกัน พลันเงาดำภายในที่แผ่กระจายทั่วไปก็กลับหมุนวนหลอมรวมเข้าหากัน กลายเป็นลูกทรงกลม ลอยอยู่กึ่งกลาง ไม่สัมผัสกับขอบใด ราวกับจะหลีกเลี่ยงสัมผัสอื่นจากภายนอก ซึ่งตัวมันไม่ต้องการ

นิ้วโป้งจึงประคองที่ก้นขวด และปลายนิ้วชี้แตะที่ปากขวด ไม้โบราณที่แม้ผ่านไปนานนับร้อยพันปีก็ยังคงเจืออาคมนับเป็นผนึกชั้นดี กลิ่นอายเวทมนตร์ที่เคยมีเพียงละอองเจือจาง บัดนี้กลับเริ่มเพิ่มทวี หนาแน่น และชัดเจน

รองเท้าบูทยาวสีเข้มก้าวบนพื้นมันวับ เงาจางบนพื้นนั้นสะท้อนภาพผนังกำแพงที่เกือบปกคลุมด้วยเครื่องปรุงยาและ สัญลักษณ์โบราณมากมาย บานหน้าต่างปรกม่านบางยังมีแสงแดดอุ่นอ่อนโยนทั้งที่อยู่ในช่วงกลางฤดูหนาว ร่างแบบบางหยุดยืนที่ริมกระจกนั้น เท้ามือข้างหนึ่งกับขอบหน้าต่างอันมีแสงผ่านเพียงรำไร ส่วนอีกมือบรรจงประคองขวดลึกลับนั้นให้ต้องแสงตะวัน

กลางแสงอาทิตย์สำคัญในฤดูหนาว เงานั้นยังคงเป็นเงา ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นเงาสีดำทรงกลมที่ไม่สัมผัสกับสิ่งใด

มันเป็นเงาที่เกิดมาจากที่แห่งหนึ่งห่างไกล...เงาเร้นลับนี้ไม่คุ้นชินกับ สภาพรอบกาย นางรู้...รู้ด้วยหัวใจที่ประกอบด้วยความมืดดำอันไม่ต่างกัน...เงานี้คือความ มืด เช่นเดียวกับพลังอันเป็นหลักแห่งชีวิตที่นางได้รับสืบทอดจากบิดา เป็นพลังอันพิเศษจำพวกเดียวกัน แต่ด้วยเหตุผลและจิตวิญญาณที่แตกต่างออกไป ทำให้ผลของมันนั้นแตกต่างกัน

ภายนอกหน้าต่างอันอบอุ่น หิมะสีขาวยังคงโปรยปราย ความหนาวเหน็บทารุณนั้นคร่าชีวิตผู้คนในเขตหัวไปเป็นอันมาก เขตแดนของกองทัพอากาศแห่งคราทอสเป็นเขตหนาว ภูมิอากาศหนาวทารุณแต่เดิม...ทว่าครั้งนี้รุนแรง และโหดร้ายกว่าที่ผ่านมา

ผลึกน้ำแข็งเกาะกุมด้านนอกของบานกระจกใส แผ่ออกเป็นเกล็ดเรียงร้อยลวดลายวิจิตร และเสียงแก้วกระทบขอบแข็งก็ดังกริ๊ก พร้อมกับเสียงรองเท้ากระทบพื้นดังเป็นจังหวะห่างไกลออกไป

ที่ขอบหน้าต่างอันเป็นรอยต่อระหว่างความอบอุ่นภายในและความหนาวเย็นโหดร้ายด้านนอก ขวดผนึกอาคมนั้นวางอยู่อย่างหมิ่นเหม่ คล้ายจะร่วงหล่น แต่ไม่อาจร่วงลงสู่พื้นดิน ด้วยไม่มีแรงใดอำนวย สภาพแวดล้อมล้วนมีแต่สิ่งซึ่งแปลกประหลาดและไม่คุ้นเคย บางอย่างก็ราวจะคล้าย แต่ไม่คล้าย มีแต่พลังความมืดภายในเท่านั้นที่รู้จัก และเป็นสัจจริง

พลันนัยน์ตาสีแดงก่ำดังเลือดคู่นั้นก็เหลือบมอง พร้อมรอยยิ้ม

เมื่อครั้งก่อนที่ความหนาวเหน็บเหล่านี้จะถาโถม เด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่ดำรงตำแหน่งพลอากาศโทในขณะนี้ ได้มาขอความช่วยเหลือจากนาง ผู้เป็นผู้บังคับบัญชา ทั้งมีอำนาจมากกว่า และไม่ใช่วิสัยที่ผู้น้อยจะขอมาให้ลดตัวลงข้องเกี่ยวกับปัญหาที่เขาไม่อาจ แก้ไข...แต่เขานั้นพยายาม สายตาคู่นั้นบอกชัดว่าเขาไว้ใจนาง แม้บทสนทนาระหว่างมื้อน้ำชายามบ่ายนั้นจะมีแต่เรื่องราวผ่อนคลายและเสียง หัวเราะ น้ำชากรุ่นหอม และขนมหวานรสละไม ทว่าจุดหมายและใจความนั้นไม่ใช่เลย รอยยิ้มของเขามีแต่ความกังวล และเป็นความกังวลถึงความปลอดภัยของสิ่งอันสำคัญ

สิ่งสำคัญที่สำคัญต่อนางด้วยเช่นกัน

ดังนั้น นางจึงครุ่นคิด ติดต่อปรึกษากับมิตรสหายที่วางใจแทนที่จะเป็นสมาคมผู้ใช้เวทมนตร์และ ปราชญ์...นางรู้ดีแก่ใจว่าที่นั่นมีแต่ผู้ใช้เวทผู้ทรงอำนาจและปราชญ์มาก ความรู้ แต่เพราะที่นั่นเป็นที่ของปัญญา ไม่มีอะไรรับประกันว่าปัญญานั้นจะบริสุทธิ์...ไม่มีอะไรรับประกันว่าปัญญา นั้นจะไม่หันมาลบล้างเป็นปรปักษ์ต่อสิ่งสำคัญ

อำนาจใดจักแปรเปลี่ยนความรัก เป็นรูปลักษณ์อันมีตัวตน พันธนากับเจตจำนงมุ่งสังหาร

อำนาจใด...

แม่มดร้อยเรียงลำดับ ดุจดังเช่นธาตุทั้งสี่ มีอำนาจเหนือต่อกัน เป็นลำดับแก่กัน หากผิดจากนี้จะมิอาจก่อเกิดสิ่งใดเลย

ลมอาจชนะไฟ...ไฟอาจชนะน้ำ...น้ำอาจชนะดิน...ดินอาจชนะลม...ธาตุล้วนมีชัยแก่ แสงสว่าง...แสงสว่างอาจปราบความมืด...ความมืดนั้นเหนือกว่าธาตุทั้งมวล

หากเจตจำนงมุ่งสังหารเป็นดังไฟ อาจชนะน้ำอันเป็นความอ่อนโยนในจิตใจ เป็นชีวิตที่หล่อเลี้ยง และธาตุทั้งสี่ล้วนมีชัยแก่แสงสว่าง

หากเจตจำนงมุ่งสังหารนั้นมีชัย ดังนั้นจึงดับสิ้นแสงสว่าง...ความมืดจักกำชัยชนะเหนือทุกสิ่ง และไม่จำเพาะเพียงแต่กำจัดแสงสว่างของผู้หนึ่งผู้ใด...

ฉับพลัน นางจึงรู้...ว่าบัดนี้ความมืดได้มีชัย แสงสว่างกำลังจะหมดไป

มังกรแห่งความมืด ความหนาวเหน็บ ความสิ้นหวัง...โนวักก์เนียร์กำลังจะมา

และเวลานั้น แม่มดจึงยิ้ม

ยิ้มให้กับความว่างเปล่า แต่อาจไม่ได้ว่างเปล่า

ยิ้มให้กับความมืดนั้น แต่อาจไม่ได้มืดมิดโดยแท้จริง

และยิ้มให้กับตนเอง...แม้อาจไม่ใช่ตัวตนแต่ใดเลย



------




พยากรณ์อากาศวันนี้บอกว่าหิมะจะตก ลมแรงกว่าที่เคย และไม่ควรออกจากบ้านหากไม่จำเป็น ข้างนอกนั้นจะอันตราย

อเล็กเซย์ อาร์ด-รี กระแทกปุ่มปิดเสียงโทรทัศน์อย่างไม่สบอารมณ์ เขาพาดขาไขว่ห้างอยู่ที่เก้าอี้นุ่ม เท้าแขนทั้งสองไว้ด้านข้าง มือหนึ่งกำรีโมตชี้ไปยังเครื่องรับสัญญาณ ปลายตรงและแม่นยำ หากมีลำแสงยิงผ่านจากกึ่งกลางของรีโมตทีวี แน่นอนว่าจะผ่าครึ่งเครื่องรับนั้นได้พอดิบพอดี

น่าเสียดายที่วัตถุในมือเป็นเพียงเครื่องส่งสัญญาณ

ชายหนุ่มยัดรีโมตลงกับช่องข้างแท่นเท้าแขน พลันยันร่างลุกผละจากเก้าอี้ที่นั่งจ่อมจมมาเกือบตลอดทั้งวัน อเล็กเซย์ไม่อยากฟังอะไรซ้ำซาก เขาอยากทำงาน เขาอยากเดินหน้าต่อ แต่ตอนนี้กำลังเสียเวลา และเขาอาจจะพาทั้งกองทัพให้เสียเวลาไปพร้อมกัน ยิ่งนานวันก็ยิ่งเสี่ยงมาก ซ้ำความเสี่ยงนั้นอันตรายถึงชีวิต...ชายหนุ่มคาดเดาไม่ได้ว่าอันตรายนั้นจะ รุนแรงแค่ไหน และเขาไม่อยากให้ใครอื่นต้องมารับเคราะห์กับสิ่งที่ตนก่อ

ข่าวคราวเมื่อกว่าเดือนก่อนนั้นยังจำได้ติดตา 'UNKNOWN' ของเขาบุกเข้ายังโรงเรียนแพทย์ในกลางมหานครฟีนิกซ์ ปลอมแปลงตนเป็นนายแพทย์ผู้หนึ่ง เพียงเพื่อกำจัดพยานคนสำคัญผิดปาก ไม่ให้เปิดเผยความลับใดหลุดรอดต่อไป...เคราะห์ดีที่ยามนั้นยังมีผู้ช่วย เหลือได้ทันเวลา หรืออีกนัยหนึ่งคือผู้ปลอมแปลงนั้นมีเวลาน้อย ไม่รอบคอบพอจะปลิดชีพพยานนั้นได้ในครั้งเดียว อาจเป็นเพราะเจตนาที่แท้จริงเพียงหวังข่มขู่ หรืออาจเพราะการกำจัดพยานนั้น...บลังเช่ แซนดิเวียร์ นักวิทยาศาสตร์ของเขา...ไม่ใช่เจตนาโดยตรง จึงไม่อาจทุ่มเทเพื่อสิ่งนี้ก็เป็นได้

หลายครั้งที่พลอากาศโทนึกอยู่ ในใจ ว่าเขาน่าจะกำจัดมันไปเสียตั้งแต่ต้น ไม่น่ามุ่งหวังอะไรจากมันเลย...เขาเสียเวลา และเสียกำลังใจกับมันมามากจนอยากจะย้อนเวลากลับไปเปลี่ยน แต่ทำไม่ได้...ทั้งที่ความสงสัยของเขา...ความสงสัยต่อความไม่ชอบมาพากลของ บางสิ่งบางอย่างที่คุกคามคราทอสนั้นทำให้เพื่อนทหารต้องเดือดร้อน จนเกือบถึงแก่ชีวิต และแน่ใจว่านับแต่นี้ไปคงมีใครอีกหลายคนที่ได้รับอันตราย

ชายหนุ่มไม่อยากยอมรับกับตน...เมื่อครั้งที่บลังเช่ แซนดิเวียร์ รายงานว่าทุกอย่างสูญเปล่า...ชั่วขณะหนึ่งเขาลอบดีใจ เป็นความดีใจที่น่ารังเกียจ...แต่ก็กลับทำให้เขาเข้าใจตัวเองขึ้นมาอีกขั้น

จากวันนั้น จนวันนี้ ความสงสัยแต่แรกยังอยู่

บางสิ่งที่กำลังคุกคามคราทอสนั้นคือสิ่งใด มีเจตนาอันใด

ความปั่นป่วนวุ่นวายในแผ่นดินนั้นไม่ใช่เรื่องอย่างเล่นหม้อข้าวหม้อแกงแบบเด็ก อมมือ เรื่องของการต่อสู้และสงครามไม่ใช่การเล่นสนุกควบคุมหุ่นรบหรือเกม กระดาน...ถ้าสิ่งซึ่งก่อความวุ่นวายนั้นเกิดจากการวางแผนเป็นอย่างดี เขาจะดีใจ มากกว่าเมื่อพบว่าเป็นแค่การเล่นสนุกของใครคนหนึ่งเท่านั้น

การรบอย่างมีเกียรติเพื่อสิ่งสำคัญ

ย่อมน่าพึงใจกว่าการทำลาย เพียงเพราะมีอำนาจพอ และต้องการจะทำ

และหากเรื่องทั้งหมดเป็นความเลวร้ายของใครสักคนที่คิดมาอย่างแยบยล ไม่ใช่ทั้งวิทยาศาสตร์ หรือเวทมนตร์ที่จะสืบแสวงหาได้โดยง่าย

เขาก็อยากจะรู้นัก...ว่ามันเป็นใคร

มือเรียวคว้าเอาเสื้อคลุมสีขาวเข้าห่อหุ้มร่าง ขอบขลิบสีแดงชาดกลืนกินเป็นหนึ่งเดียวไม่ขัดกัน เส้นผมยาวสีดำดุจกาซ่อนไว้ใต้หมวกขาวที่ทอดเงาจนมองเห็นนัยน์ตาสีฟ้าซีด เซียวสะท้อนเป็นแสงขาว อเล็กเซย์คว้าจะหยิบปืนกระบอกใหญ่คู่ใจติดมือมา แต่ก็กลับนิ่งไป แล้วจึงวางมันไว้ที่นั่น ก่อนจะคว้าบางอย่างที่ใกล้เคียงกันติดตัวมาแทน

ชายหนุ่มสาวเท้าเร็ว รีบ ทิ้งให้บานประตูเบื้องหลังเคลื่อนปิดและลงกลอนตัวเอง รองเท้าบูทหนังสีดำสูงเกือบถึงเข่าย่ำผ่านพื้นแข็งตามทางเดิน เขายังไม่อยากคุยกับใครในตอนนี้ จึงจงใจใช้ทางหลบเลี่ยงสายตาผู้คน ออกมายังปีกหนึ่งของฐานทัพอากาศ ทว่าโทรศัพท์ในกระเป๋าเสื้อกลับสั่นรุนแรงขึ้นมากะทันหัน ชายหนุ่มจึงหลบเข้ามายังมุมรอยต่อทางเดินหนึ่ง เบื้องหลังของเขาเป็นทางตัน และยังไม่มีใครเข้าใกล้บริเวณนี้ นอกเสียจากภาพที่อาจขึ้นในจอของกล้องวงจรปิด แต่ก็ไม่เป็นไร

"สวัสดีครับ" เสียงออกทุ้มทักทายอีกฝั่งหนึ่งที่มองไม่เห็นหน้า ชายหนุ่มประคองเครื่องมือสื่อสารสีขาวไว้หลวมๆด้วยปลายนิ้ว พลางกระชับคอเสื้อหนาให้อบอุ่นยิ่งกว่าเดิม

"ดิฉันเข้าใจสิ่งที่คุณ ต้องการแล้วค่ะ...พลโท" น้ำเสียงคุ้นเคยของแม่มดแดง พลอากาศเอก สการ์เล็ต ไนท์เรย์ ผู้บังคับบัญชา และที่ปรึกษาเฉพาะกิจในการทดลองวิจัยครั้งนี้ ดังขึ้นอย่างอ่อนหวาน "จะเป็นเวลาไหนดีคะ"

ลมหายใจสะดุดลงชั่วขณะ "ขออภัยครับท่าน พอดีวันนี้ผมมีภารกิจ...อาจจะกลับมาอีกทีสักเย็นๆ...ถ้าพรุ่งนี้เช้าไม่ทราบ ว่าท่านมีเวลาไหมครับ?"

"ถ้าตอนนี้จะสะดวกที่สุดค่ะ" แม่มดแดงตอบกลับเขาทันควัน ดูเหมือนจะมีความเร่งร้อนบางอย่าง "แต่ถ้าไม่ว่างจริงๆ พรุ่งนี้เช้าก็ยังได้อยู่เหมือนกันค่ะ"

"งั้น...ผมขอรบกวนท่านวันพรุ่งนี้แปดโมงเช้า...ได้ไหมครับ"

"สักเจ็ดโมงสี่สิบห้าก็ได้นะคะ คงใช้เวลาไม่นานเท่าไหร่...จะได้ทันเวลา พรุ่งนี้คุณจะได้ไม่สาย..." เป็นความเร่งร้อนจริงดังคาด

ชายหนุ่มจึงตอบรับอย่างไม่ลังเล "ครับท่าน เจ็ดโมงสี่สิบห้าครับ"

"โชคดีในภารกิจวันนี