[EGoT] Last portraits

posted on 19 Feb 2014 01:04 by findarato in EGoT
เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม
 
------
 
 
 

 
 
ตัวละคร: Cerdik Greyjoy, Lord of the Iron Islands
 
ตัวละครรับเชิญ:
Cenewyg Burghard, Knight
??? 
 

Sub-Event: 03

Devil Take the Hindmost

 
 
 
Last Portraits
 
 
------
 
 
 
 
 
วินาทีนั้น ชายชราหายใจเฮือกสุดท้าย มือเท้าที่ถูกมัดด้วยเชือกหนาไม่อาจตะเกียกตะกายอย่างที่ใจหวัง ความอึดอัดและเจ็บปวดแล่นร้าวทั่วทั้งร่างราวกับชีวิตจะจบลงเดี๋ยวนั้น ศีรษะมึนตื้อไปหมดจนไม่รู้สึกอะไร นัยน์ตาอันอ่อนล้าค่อยเคลื่อนขึ้นยังด้านบน ภาพสุดท้ายที่บันทึกลงในวิญญาณคือแสงสว่างสีขาวริบหรี่เหนือท้องน้ำสีครามขุ่น ภาพนั้นไกลขึ้นทุกที...เหนือขึ้นไปอีกเขาเห็นเค้าโครงซึ่งต่อด้วยไม้ ยื่นออกจากฝั่งเป็นท่าเทียบเรือ และมีคนจำนวนหนึ่งอยู่ที่นั่น

ลมหายใจที่ไร้อากาศค่อยรีดเค้นสติสัมปชัญญะออกจากร่างช้าๆ ตราบจนเหลือแต่ความมืดสนิทที่คงอยู่กับตัวตน ก่อนนี้...ก่อนที่ชายชราจะถูกนักรบสองสามคนจับตัวมา รวบมัด และโยนลงทะเล เขายังอุทธรณ์อยู่ทั้งที่พูดออกมาและติดค้างในใจ

เขาอยู่ที่นี่มาหลายปี รับใช้ผู้ปกครองแผ่นดินนี้อย่างไม่มีบกพร่อง สติปัญญาและความรู้ที่สั่งสมมาแต่เป็นเพียงเด็กฝึกหัดในหอคอยล้วนทุ่มเทเพื่อผู้เป็นนาย เขามิใช่นักรบ เพราะฉะนั้นจึงไม่จับอาวุธ และไม่ได้ต่อสู้ด้วยกาย ชายชราคือผู้ผูกพันธะต่อปัญญา จึงให้ความเห็นทุกอย่างโดยเที่ยงธรรม ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขามุ่งหวังแต่ความเจริญก้าวหน้า แสวงหาหนทางอันจะนำพาแผ่นดินนี้ไปในทางที่ดีที่สุด

มันไม่ยุติธรรม เหตุใดผู้ซึ่งซื่อตรงต่อหน้าที่จึงต้องตาย

คำตอบที่ชายชราได้รับมีเพียงสายตาทั้งดุดันและเย็นชา อย่างที่ไม่เคยล่วงรู้มาก่อนว่าผู้ที่ตนรับใช้สามารถกระทำกับผู้ภักดีอย่างเขา บุรุษผู้นั้นไม่รับฟังอะไร ริมฝีปากหยักขยับยิ้มแต่เพียงเหยียด และกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำกลั้วหัวเราะ ราวจะเยาะเย้ยเหยียบย่ำซ้ำชีวิตที่ตนลั่นวาจาสั่งประหารไป

'ท่านไม่ใช่คนแรก และไม่ใช่คนเดียว'

ลอร์ดเกรย์จอยไม่ใช่ผู้ปกครองที่ยุติธรรม

แต่อย่างไร ชีวิตนั้นก็สิ้นสุดลง



วินาทีนั้น นักรบเหล็กตวัดดาบตัดเอ็นใหญ่ที่เข่าของเขาขาดออก ความเจ็บปวดแล่นร้าวทั่วทั้งร่างราวกับชีวิตจะจบลงเดี๋ยวนั้น กระดูกแข็งทรุดลงกระแทกกับพื้นหิน ชายหนุ่มรู้สึกว่าขาของตนบิดเบี้ยวอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะไม่รู้สึกถึงสัมผัสใดจากขาทั้งสองข้างนั้นอีก ฆานสัมผัสยังรับรู้กลิ่นเลือดยามที่ทั้งร่างทิ้งลงแนบเป็นส่วนหนึ่งกับพื้น คางของเขาเป็นส่วนรับแรงกระทบ ยังมองเห็นแขนทั้งสองข้างโชกด้วยโลหิต เปลือยเนื้อแดงทับซ้อนกันอยู่ห่างออกไปไม่ไกล

เขาอยู่ที่นี่มานานแล้ว...นานจนเกือบจะลืมไปว่าตนเข้ามาได้อย่างไร ความมืดและหนาวเหน็บราวจะหลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งกับตัวเขา เพราะที่นี่ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้นอีก ครั้งแรกชายหนุ่มเข้ามาพร้อมกับคนนำทางและตะเกียง จึงยังพอมองเห็นว่าพื้นรอบด้านนั้นก่อด้วยหินสีดำ หยดน้ำชำแรกจากภายนอกผ่านร่องหิน ไหลลงเป็นทางจนเปียกชื้น ไม่มีทางออกใดนอกจากทางเดียวกับที่เข้ามา ประตูทางเข้าเป็นเหล็กแผ่นเนื้อหนา ลงสลักจากภายนอก และไม่มีช่องทางให้แสงผ่านเข้ามาด้านในได้เลย

นับว่าปรานียิ่งนัก ที่ราวสัปดาห์หนึ่งจะมีอาหารส่งผ่านช่องประตูมาให้ พอให้อยู่ได้สักพัก...ชายหนุ่มเคยได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับนักรบเหล็ก ธรรมชาติของพวกเขานั้นโหดเหี้ยม มุ่งหวังทำลายล้าง ช่วงชิงของผู้อื่นเป็นของตนเอง ป่าเถื่อน ไร้ศีลธรรม เพราะฉะนั้นเขาจึงไม่เคยมุ่งหวังว่าจะรอดชีวิตมาได้นานขนาดนี้

ในชั่วชีวิตของเขา ชายหนุ่มไม่คิดเลยว่าชาวเกาะเหล็กจะเป็นมิตรผู้มีน้ำใจกับผู้มาเยือนได้ แม้อาหารและน้ำจะจำกัด ทิ้งช่วงห่างจนได้กลิ่นหืนและรสชาติราขมบนขนมปังติดในปาก แต่ในห้องขังที่มืด เปียกชื้น และหนาวเย็น ยังพอมีเนื้อดิบจำนวนหนึ่งให้ตกถึงท้อง พวกเกาะเหล็กไม่ได้หั่นแล่เป็นชิ้นให้หยิบจับได้สะดวก ชายหนุ่มจึงต้องก้มลงกัดฉีกอย่างสัตว์ร้าย เขาเลือกส่วนที่มีเนื้อมากและบดเคี้ยวง่าย เช่นต้นขา ไหล่ และท่อนแขน ก่อนจะเริ่มแทะเล็มหน้าท้องอืดหลาม เข้าถึงอวัยวะภายในที่กลิ่นแรงกว่า มันเปื่อยยุ่ย บางส่วนเฉอะแฉะ รสชาติแย่ กลิ่นเน่าเหม็นคละคลุ้งรุนแรง ซ้ำยังดิบ ไม่ผ่านการปรุงรสชาติใดเลย แต่อย่างไรก็ดีกว่าไม่มี

ชายหนุ่มหัวเราะในลำคออย่างขื่นขม พลันมือหนึ่งก็กระชากเส้นผมให้ศีรษะเขาแหงนขึ้น เบี่ยงทิศให้ประจันหน้ากับนักรบเหล็กผู้หนึ่ง...นักรบนั้นร่างใหญ่ ใบหน้าเห็นสันกรามชัด เขาสบกับม่านตาคู่สีอำพัน ไม่มีแววแห่งความปรานีฉายอยู่ในนั้น และไม่มีแววแห่งความเห็นใจใดๆ สะท้อนให้เห็นเช่นกัน

"เจ้าไม่คิดจะร้องขอความเมตตาสักหน่อยหรือ" มือนั้นยกศีรษะเขาให้สูงขึ้น พูดกลั้วหัวเราะ "ข้าให้โอกาสได้อีกไม่นาน...เจ้าว่าไง?"

"ท่านไม่มีให้ข้าขอ" ชายหนุ่มย้อนกลับเสียงเรียบ ภาพที่เห็นเริ่มพร่าเลือนลงทุกที เขารู้สึกไม่มั่นคงเอาเสียเลย หลังคาหมุนวนรอบตัว พลิกบนเป็นล่าง พลิกล่างเป็นบน พลิกซ้ายเป็นขวา พลิกขวาเป็นซ้าย เหมือนกับกำลังกลิ้งลงจากหน้าผา ถูกทิ้งให้ร่วงหล่นจากยอดเขาผ่านอากาศ เพียงแต่มันนานเหลือเกิน ร่างนี้ยังไม่ตกกระทบพื้น ยังไม่บิดเบี้ยวแหลกเหลว ทั้งในใจรู้ดีว่าเวลานั้นคงมาถึง

และมันช้าเกินไป เขาภาวนาให้พื้นดินมาถึงเร็วกว่านี้

"ข้าอาจจะมีอยู่บ้างก็ได้ ใครจะรู้" นักรบเหล็กย่อเข่าลงกับพื้น มุมปากนั้นยกขึ้นนิดหนึ่ง มือหนากุมด้ามดาบมั่นก่อนชักมันออกจากฝัก คมโลหะวาดผ่านอากาศส่งเสียงคำราม มันแผดเสียงไม่รู้จักเหนื่อย "ฮาร์ร็อก ริเวอร์ส ข้าจะพูดตรงๆนะ ไม่อ้อมค้อม...เจ้าอยากตายที่นี่คนเดียว...อาจจะกับนายของเจ้าที่ปราสาทของเขา หรือ..." เขารู้สึกถึงคมดาบเย็นเยียบที่ผิวเนื้ออ่อนใต้ลำคอ และแววตาที่เย็นเสียยิ่งกว่าโลหะใด "เจ้าจะให้โอกาสข้าไปนั่งกินอาหารเช้า พูดคุยสารทุกข์สุขดิบเป็นห่วงเป็นใยลูกเมียของเจ้า...ก็แล้วแต่ว่าเจ้าจะรักข้ามากสักแค่ไหน"

เปลือกตาเคลื่อนปิดลงทีละน้อย ริมฝีปากของฮาร์ร็อก ริเวอร์ส เหยียดกว้างจนคล้ายจะแสยะยิ้ม เขารับรู้ว่าความรู้สึกที่มีอยู่นี้คือความกลัว เป็นความโกรธ ความเสียดาย อะไรหลายอย่าง แต่ไม่ว่าเขาจะรู้สึกอย่างไร ก็คงจะเป็นอย่างนี้ได้อีกไม่นาน

"ถูกข่มขืนกันอย่างนี้ ข้าจะรักท่านลงได้อย่างไร...เซอร์เซเนไวก์ เบิร์กฮาร์ด"

ฮาร์ร็อกเบือนหน้ามาด้านขวา คมโลหะนั้นจึงบาดลงชำแรกผิว เลือดสีแดงข้นซึมจากแผลรวมกับคราบข้นที่เปรอะอยู่ทั่วทั้งดาบนั้น หยดลงสู่พื้น นัยน์ตาคู่นั้นหรี่ลงเล็กน้อย

อีกไม่นานมันจะจบ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าเขาจะรู้สึกอย่างไร ก็ไม่สำคัญ

เซเนไวก์ฉีกยิ้ม ขยับมือเบี่ยงทิศดาบไม่ให้กดแนบลงมากเกินไป เขาชันเข่าขึ้นข้างหนึ่ง วางท่อนแขนแกร่งที่ประคองอาวุธหนักลงบนนั้น ปลายดาบชี้ลงปักกับพื้นหิน "งั้นเจ้าก็กำลังจะบอกข้าว่า..." ประโยคที่เว้นช่วงไว้ ตามมาด้วยความเงียบ และเสียงหัวเราะแหบต่ำที่ไม่ได้มาจากความสุขสนุกสนาน

ฮาร์ร็อกกลอกตาไปอีกทางหนึ่ง เขาเห็นตะเกียงวางอยู่อีกฝั่งหนึ่งของห้องขัง แสงไฟอมส้มสะท้อนกับศิลา หยดน้ำและเลือดทอประกายราวกับอัญมณี ที่มุมหนึ่งห่างไกลมีกระดูกขาวห่อหุ้มด้วยเศษใยเนื้อบาง น้ำเหลืองเปรอะเป็นคราบแห้งกรังติดบนพื้นหินสีดำ ชายหนุ่มหรี่ตาลง เพ่งมองลึกลงไปในเปลวไฟ หัวใจยังคงเต้นรัวอยู่ภายใน ทว่าแผ่วเบา

"ข้าจะบอกท่านว่า..."

เปลวไฟนั้นสงบนิ่ง นุ่มนวล ไม่พลิ้วไหว

ลมหายใจของเขากับเซเนไวก์ไม่มากพอจะกำเนิดแรงลมส่งไปถึง

คมดาบนั้นจรดแนบลงลึก มันบาดสร้างแผลเป็นริ้วใหม่ ความเจ็บปวดแล่นร้าวไปทั่วกาย และลมหายใจนั้นตื้นขึ้นทุกที ฮาร์ร็อกเพ่งมองแต่เปลวไฟในตะเกียง เขาไม่ได้เห็นแสงสว่างมานานเกินไป ในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ไม่มากนี้ อย่างน้อยเพียงได้เห็นแสงไฟริบหรี่ห่างไกล ก็นับว่ายังดี

"นายของข้า..."

เสียงของชายหนุ่มเบาลง แรงลมจากในอกเริ่มส่งผ่านไปไม่ถึง มันแผ่วเบาเสียยิ่งกว่ากระซิบ จนเสียงหอบหายใจของตนยังดังยิ่งกว่า อาการนั้นทำให้เซเนไวก์ยกศีรษะเขาสูงขึ้นอีก กระชากหงายจนแทบจะหลุดจากคอ ก่อนจะรุนดาบตามมาไม่ให้เสียเวลาไปแม้แต่วินาที

สายตาหยอกเย้าของนักรบเหล็กตรงหน้าบัดนี้เปลี่ยนไป มันเคร่งขรึม ระมัดระวัง ระแวงระไว ฮาร์ร็อกมองนัยน์ตาคู่สีอำพันนั้นได้เพียงแวบเดียว ลมหายใจของเขาเริ่มกระชั้น ปนด้วยความกลัว เขาไม่อยากเป็นแบบนั้น จึงละสายตาเหลือบกลับเพ่งสติยังเปลวไฟดวงน้อยในตะเกียง คิ้วหนาเคลื่อนเข้าหากัน มุ่นเกร็งด้วยหลากอารมณ์ผสมความเจ็บปวดทรมาน จนในที่สุดก็ต้องกลั้นหายใจ รวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี เพื่อเปล่งวาจาเป็นครั้งสุดท้าย

"...คืออัลลาร์ด ทัลลี"

วินาทีนั้น นักรบเหล็กตวัดดาบกดคมลงลึกและหนักแน่น นักโทษได้ยินเสียงลมรั่วออกจากลำคอของตนตามจังหวะการหายใจ แผ่นอกนั้นเคลื่อนขยับรัวเร็ว ก่อนที่ดาบนั้นจะเบียงทิศเอียงไปด้านข้าง และวาดตัดผ่านทางซึ่งเชื่อมต่อทั้งร่างกับศีรษะของเขา

โลหิตพุ่งออกเป็นสาย ไม่รุนแรงเหมือนกับครั้งที่เขาเคยพบเห็น อาจจะเพราะเสียเลือดมามากและนานเกินไปจนไม่เหลือให้ไหลออกมาได้อีกมากนัก ทุกสิ่งมัวมืด พื้นกลับเป็นเพดาน ภาพสุดท้ายที่บันทึกลงในวิญญาณคือแสงสว่างริบหรี่จากในตะเกียง

เปลวไฟที่สงบนิ่ง ไหววูบเพียงชั่วขณะหนึ่ง

ศีรษะของเขาร่วงลงกระแทกพื้น เสียงโลหิตหลั่งรินลงบนพื้นศิลาเบาลงทุกที ความรู้สึกทั้งมวลจางหายไป เช่นเดียวกับลมหายใจ

เซเนไวก์ยืนค้ำเหนือร่างไร้วิญญาณนั้น เขาเคลื่อนดาบกระแทกลงในฝัก นัยน์ตามองเลือดแดงฉานและข้นคลั่กนั้นอยู่พักใหญ่ พลางครุ่นคิดถึงนามสุดท้ายที่ออกจากปากของนักโทษฉกรรจ์ ก่อนจะขยับยิ้มหยามเหยียด ชายหนุ่มเคลื่อนเท้าเตะไสร่างนั้นไปบนพื้นหิน คราบเลือดสีแดงอาบไล้เป็นทาง จนร่างของฮาร์ร็อก ริเวอร์ส นอนลงที่มุมหนึ่ง เคียงข้างกับซากกระดูกของใครหลายคนที่อยู่มาก่อน เศษเนื้อแหว่งวิ่นจากเบื้องบนแกว่งไกวเล็กน้อยเมื่อร่างใหม่เคลื่อนมากระทบ ร่วงลงแตะกับหน้าผากซีดเซียวเหนือดวงตาที่ยังเบิกโพลง

อัศวินอโยชาติย่ำเหยียบสวนทาง ค้อมหลังลงคว้าตะเกียงนั้นขึ้นมา หันหลังให้กับความมืดมิดและหนาวเย็น ดวงตาคู่สีอำพันหรี่ลงอย่างไม่สบอารมณ์กับข้อมูลที่เพิ่งได้รับ

ลอร์ดเกรย์จอยไม่ใช่ผู้ปกครองที่ยุติธรรม

แต่อย่างไร ชีวิตนั้นก็สิ้นสุดลง



วินาทีนั้น ชายหนุ่มรู้สึกถึงความร้อนที่ระเบิดออกตรงหน้า ความเจ็บปวดแล่นร้าวทั่วทั้งร่างราวกับชีวิตจะจบลงเดี๋ยวนั้น ศีรษะของเขาปวดแปลบขึ้นทันที โดยเฉพาะที่หลังกระบอกตาซ้าย อะไรบางอย่างฉีกขาดและแตกร้าว สะเก็ดไฟแผดเผาจนแสบร้อน แต่ไม่นานนักศีรษะของเขาก็กระแทกเข้ากับวัตถุแข็งและหนัก ความรู้สึกชาตื้อวาบไปทั่วกาย จนไม่รับรู้ถึงสิ่งใด

ภาพสุดท้ายที่บันทึกลงในวิญญาณคือนักรบอโยชาติที่เร่งเข้ามาใกล้ รายล้อมรอบตัว ไม่เห็นว่าทำอะไร แต่แล้วในวินาทีนั้น เขากลับเห็นภาพอื่นที่ไม่ได้อยู่ ณ ที่นั่น มันชัดเจนราวกับเป็นจริง...ชัดเจนราวกับสัมผัสนั้นเอื้อมถึง ไม่ห่างไกล

ชายหนุ่มเห็น...สตรีที่แสนคุ้นเคย นัยน์ตาสีเทาคู่นั้นจับจ้องมายังเขา ริมฝีปากอิ่มของนางไม่มีรอยยิ้ม เรือนผมสีแดงดุจเพลิงปรกลงแนบข้างแก้ม ระลงบนใบหน้าของเขา มือบางประคองที่ข้างแก้มแนบกับเคราครึ้มจาง นางก้มลงแนบชิด เปลือกตาบางเคลื่อนปิดลง จรดไออุ่นลงกับหน้าผาก แผ่วเบา นุ่มนวล...และเนิ่นนาน

ฉับพลัน ภาพนั้นก็หายไป เห็นแต่ชายหนุ่มผู้หนึ่ง ยืนอยู่ที่ริมท่าเรือของลอร์ดสพอร์ต...ร่างของเขาไม่ได้กำยำแข็งแกร่งอย่างนักรบ แต่สูงโปร่ง และสง่างาม บุคลิกองอาจเป็นผู้นำ ชายผู้นั้นสั่งกองเรือด้วยน้ำเสียงชัดเจนและเด็ดขาด ทว่านัยน์ตาคู่สีเทานั้นกลับดูอ่อนโยนและชวนให้นึกถึงใครคนหนึ่ง

เขาเห็นดาบ...ดาบที่เขามอบให้กับใครสักคนเมื่อไม่นานมานี้ ในภาพที่เห็น มันทอดกายนิ่งอยู่ในฝัก คาดอยู่ข้างเอวของชายที่ริมท่า...ริมฝีปากหยักขยับยิ้มอ่อนจาง ปีติยินดีอย่างยิ่งที่ได้เห็น วันที่เด็กชายได้เติบโตเป็นชายหนุ่ม ดาบใหญ่หนักหนาเกินตัวกลับพอดีและกลับกลายเป็นเล็กน้อยเกินไป ความอ่อนโยนและชีวิตที่ราบรื่น งดงาม แตกต่างจากเขาผู้เป็นบิดา...เขายังรับรู้ภาพนั้นอยู่พักใหญ่ มันจารึกลงในวิญญาณ ก่อนจะดับหายไปในพริบตา

ลอร์ดเกรย์จอยไม่ใช่ผู้ปกครองที่ยุติธรรม

แต่อย่างไร ชีวิตนั้นยังไม่สิ้นสุด



------
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
Last Portraits
 
 
 
 
 
[End]

Comment

Comment:

Tweet

เวลาอ่านที่น้องอู้บรรยายนะ จะรู้สึกอะฮึอะหืออออ
ไม่ใข่แต่ในเรื่องดิคแต่เรื่องของมัลลัสก็ด้วย ต้องเก็บข้อมูลแค่ไหนถึงจะเขียนได้เห็นภาพขนาดนั้น
แล้วเวลาเขียนถึงคาร์คนอื่นก็เห็นเลยว่าให้ความสำคัญ

จริงๆทางนี้ชอบอ่านบทบรรยาย แค่น้อยคนจะเขียนได้ดี ไม่รู้สึกอืดๆ
อ่านงานน้องอู้กับลิลแล้วบทบรรยายนี่อ่านเพลินเลย
บรรยากาศโตรนมาก ชอบที่เชื่อมโยงข้อมูล พูดถึงเมืองนู้นเมืองนี้
มันทำให้ภาพในหัวกว้างงงง โหย มันอัดแน่น

จะเกิดอะไรขึ้นกับดิคต่อไป ฉันอย่างลุ้นเลยพี่ชายยย #กัดเล็บ #ข้าชอบหลอดหมึกมากเหลือเกิน

ปล.ข้าว่าแล้วว่านั่นมันเนื้อจุดจุดจุด orz

#5 By jackywinter on 2014-02-21 12:40

กรี๊ดหลอดเกย์จอย ความเลวหายไปหมดแล้ววววว ชอบๆๆๆ