Rosamunde 3-หลังม่านควัน
posted on 29 Sep 2009 22:15 by findarato in Fictionเขียนนิยายเรื่องนี้แล้วเหมือนถูกสูบวิญญาณ...วันละตอน วันละครึ่งตอน...เขียนจบก็หมดก๊อก นอนไป ตื่นมาวันใหม่ก็ต้องมาเขียนอีก ไม่งั้นมันอึดอัดจะระเบิด
สำนวน ตัวละคร ฉาก เนื้อเรื่อง...ทุกอย่างในเรื่องนี้ไม่เหมือนที่เคยคิดไว้ และไม่เหมือนที่เราเคยเขียนผ่านๆมา
แต่ก็ใช่ว่าเราจะคิดว่ามันไม่ดี เพราะออกมาแบบนี้มันก็โอเคอยู่
เพียงแต่มันอยู่เหนือความคิดเราเท่านั้นแหละ...
Rosamunde พิษรัก...กุหลาบลวง
3: หลังม่านควัน
------
ตะวันอ่อนแสงยามรุ่งเช้าฉายฉาบทาท้องทุ่งกว้าง ขอบฟ้าสีแสดทองเรืองรองตัดกับแนวขุนเขาทอดยาวสีดำทะมึน นกน้อยผกผินสู่ฟากฟ้าส่งเสียงร้องเจื้อยแจ้วเสนาะหู อากาศที่อบอุ่นขึ้นกว่าราตรีกลั่นอากาศให้ควบหยดน้ำค้างรินหล่นจากยอดไม้ บนพื้นเบื้องล่าง เหล่าสัตว์ป่าตัวน้อยต่างชะเง้อจากที่พำนักของตน เริ่มต้นชีวิตแห่งการดิ้นรนต่อสู้อีกหนึ่งวัน...
ชีวิตผู้คนภายในเมืองแวร์ฟาเรนก็ตื่นขึ้นพร้อมธรรมชาติด้วยเช่นกัน - แสงตามโคมไฟดับลงแล้ว ขบวนเกวียนเคลื่อนเอื่อยเริ่มขนสินค้าผ่านประตูเมืองสู่เขตการค้าภายใน ความเงียบงันเริ่มถูกแทนที่ด้วยเสียงพูดคุยจ้อกแจ้กของผู้ที่เพิ่งพบปะกันในเช้าวันใหม่ ใบหน้าของผู้คนต่างเปื้อนรอยยิ้มสดใส และเปี่ยมด้วยกำลังใจ แม้จะรู้ดีว่ามีคดีฆาตกรรมเกิดขึ้นไม่ไกลจากตนเลยก็ตาม
เพราะไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ทุกชีวิตย่อมต้องดำเนินต่อไป
ที่ประตูสู่ทางหลวงเชื่อมระหว่างเมือง เคลฟกำลังพูดคุยอยู่กับทหารรักษาการณ์ พลันเขาก็ต้องวิตกเป็นยิ่งนัก เนื่องจากไม่มีทหารคนใดพบสมาชิกหน่วยตำรวจที่เขาลอบส่งไปสำรวจพื้นที่เลยสักคน ความหวาดกลัวเข้าแทรกซึมทั่วทุกอณูของชายหนุ่ม ดวงตาสีเฮเซลหรี่ลงครุ่นคิด ลมหายใจลึกช้าเพียรสะกดความฟุ้งซ่านในใจ...นึกหาทุกเหตุผลที่อาจทำให้ตำรวจทั้งห้านายไม่กลับสู่เมืองภายในหนึ่งค่ำคืน
ทว่าเคลฟก็จำต้องยอมรับว่าสถานการณ์คงไม่เป็นอย่างที่เขาหวัง - ไม่มีเหตุผลใดๆเลยที่หน่วยตำรวจนั้นจะไม่กลับมา ประเด็นสำคัญคือป่านี้ไม่ได้กว้างใหญ่อะไรนัก และเจ้าหน้าที่ทุกนายคงไม่อยากนอนค้างอ้างแรมในป่าในดง หรือหากมีเหตุร้ายใดๆที่เกิดจากศัตรูของเมืองนี้ ทหารรักษาการณ์โดยรอบก็ควรสังเกตเห็นอะไรอยู่บ้าง
ชายร่างสูงขบริมฝีปาก พลางสาวเท้ามุ่งตรงสู่ชายป่าที่เขาไม่เคยเข้าใกล้มาก่อนเลยในชีวิต สองมือชุ่มเผลอเช็ดกับกางเกงผ้าสีดำโดยไม่รู้ตัว พลันก็จำใช้หลังมือปัดหยาดเหงื่อที่รินตามไรผม ทั้งที่อากาศยังคงค่อนข้างเย็น
แสงอาทิตย์จางสะท้อนกับเรือนผมเป็นลอนจนดูคล้ายสีทองอร่าม...
รองเท้าหนังตอกเหล็กเหยียบพงหญ้าสูง สายตาคมกริบมองรอบตัวรวดเร็ว ก่อนเดินตรงลึกไปในป่า - เคลฟหันหลับไปมองด้านหลังอีกครั้ง ครั้นพบว่าไม่มีใครตามมา และบริเวณที่ยืนอยู่นั้นพ้นสายตาของทหารรักษาการณ์แล้ว เขาจึงหยุดขบคิดความเป็นไปได้ทั้งมวล...ก่อนตัดสินใจเลี้ยวเดินไปทางซ้าย
ใจหนึ่งภาวนาให้พบตำรวจทั้งห้านายกำลังนอนหลับ แวะพักผ่อน หรือร่องรอยอะไรก็ได้ที่บ่งบอกว่ายังมีชีวิต...หากอีกใจนั้นทรยศทุกความหวังโดยสิ้นเชิง - ห้วงความคิดของชายหนุ่มสลับกันระหว่างสองสิ่ง วูบไหวราวฉากภาพที่เคลื่อนไปกลับ ซึ่งทำให้เคลฟไม่อาจคิดวางแผนหรือคาดการณ์อนาคต เพราะเพียงจะชี้ชัดเหตุการณ์ก็ยังไม่อาจทำได้ - ถ้าเชื่อว่าเหตุครานี้ยังมีความหวัง ก็เท่ากับหันหลังให้กับตรรกะทั้งหมด แต่ถ้าเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างกำลังเลวร้ายลง ก็เท่ากับว่าเขาได้ตัดสินใจผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ นำมาซึ่งความสูญเสีย และ...
...ม่านตาเบิกกว้าง ริมฝีปากอ้าค้าง ร่างสูงแทบทรุดลงกับผืนป่า!
เคลฟอยากฝืนทั้งร่างที่สั่นเล็กน้อยให้ยังคงสติ นึกถึงความรับผิดชอบเหนือสิ่งอื่นใด แล้วจึงค่อยเก็บภาพที่เห็นไปนึกกังวลในภายหลัง...หรือเพียงกรีดตะโกนสุดเสียง ร่ำไห้ให้กับความสูญเสียตามคาดก็ได้ - อะไรก็ได้
ทว่าสิ่งที่เขาทำ มีแต่ยืนนิ่ง หอบหายใจระรัว มองตรงไปเบื้องหน้า
จารึกรายละเอียดทุกสิ่ง
ตอกลึกเป็นตราบาปในจิตใจ
------
ควันไฟหนาทึบลอยคลุ้งจากชายป่า แสงเพลิงไหววาบตามแรงลมอ่อนพัดโชย กระพือก้อนเถ้าให้เคลื่อนสูงไปในอากาศก่อนจะแตกสลายเป็นเกร็ดผง กลิ่นเหม็นไหม้แสบตาอวลฟุ้งแม้จะอยู่ห่างจากจุดกำเนิดเพลิงอยู่พอสมควร - นับว่าโชคดีที่เป็นยามเช้าซึ่งต้นไม้ในป่ายังชื้นอยู่มาก ทำให้ไฟไม่อาจลุกลามไปได้ไกลนัก คงเผาผลาญแต่เฉพาะที่นั้น
อย่างไรก็ตาม ม่านหมอกจากควันเถ้าธุลีสีเทาหม่นก็ทำให้ทัศนวิสัยของทางหลวงที่เชื่อมแวร์ฟาเรนกับเดรฮาเข้าด้วยกันนั้นเลวลงทุกขณะ กระทั่งทหารรักษาการณ์ที่สายตาดีที่สุดก็ยังไม่อาจมองเห็นได้ไกลเกินกว่าอีกฟากของถนน ภาพที่ปรากฏเป็นแต่พงหญ้าและเงากิ่งพัดไกววูบไหวเลือนรางราวกับไม่ได้มีอยู่จริง เป็นเพียงความฝันเสกสร้างของเทพธิดาหรือนางปีศาจสักตนด้วยจุดมุ่งหมายซ่อนเร้นบางอย่าง
พลันภาพชายสูงศักดิ์คนหนึ่งก็ปรากฏท่ามกลางความอึมครึมหม่นหมอง ดวงตาสีสวยของเขาเรื่อแดงด้วยไอระคาย หากประกายมุ่งมั่นบนม่านตาสีเขียวอมเทาที่ทอเด่นแต่ไกลก็สงบทุกจิตใจผู้มองลงได้ชะงัด คิ้วขมวดมุ่นและความเกร็งตึงบริเวณขากรรไกรบ่งบอกความเครียดที่รุมเร้า ทว่าสีหน้าที่ดูผ่อนคลายขัดกันกลับดูน่าเชื่อถือเสียยิ่งกว่าปฏิกิริยาตอบสนองโดยไม่รู้ตน
ฝ่ามือสวมถุงมือขาดวิ่นยกขึ้นเป็นสัญญาณห้ามย่างกรายเข้าไปในเขตเพลิงป่า เรียวปากขยับกว้างช้าชัดแม้ไม่ได้ยินเสียง ‘อย่าเข้ามา’ ทหารรักษาการณ์ที่สังเกตเห็นเขาจึงจำทำตามคำสั่ง ยืนรอนิ่งอยู่อย่างนั้น ตราบจนร่างสูงเปื้อนเขม่าควันของเคลฟเดินมาใกล้
“ท่านเคลฟ เกิดอะไรขึ้นขอรับ” ทหารหนุ่มถามรัวเร็ว
“ไม่มีอะไร...ไม่มีอะไร” เคลฟตอบซ้ำสองครั้ง เขาไอค่อกแค่กเล็กน้อย พลางยกหลังมือป้ายปัดเถ้าธุลีสีเทาเข้มเหนือคิ้ว “ข้าแค่เข้าไปดูว่าในป่านั่นมีอันตรายใดอยู่บ้าง และก็พบต้นไม้ประหลาด - เถากุหลาบกินคน - มันขยับได้! ...และแทบจะกลืนกินข้าไปเสียแล้ว บุญว่าข้าชิงเผามันทันเสียก่อน”
“ท-ท่านเคลฟบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่ขอรับ?!”
“แค่รอยถลอกเล็กน้อยตามธรรมดาเวลาเข้าป่านั่นแหละ” ชายหนุ่มยิ้มให้อย่างมั่นใจ แม้ดวงตาจะยังดูเคร่งเครียด “ข้าฝากท่านดูแลคนผ่านไปผ่านมาแถวนี้อย่างเคย คอยกำกับไฟหากมันจะลุกลามเข้ามา และอย่าให้ใครเข้าไปในป่านั้นได้ - ข้าไม่มั่นใจว่าเถากุหลาบปีศาจนั่นจะหมดไปหรือยัง”
ทหารรักษาการณ์รับคำขันแข็ง ครั้นมั่นใจว่าเขาคงบอกต่อทั้งหน่วยและดูแลได้ตามคำบอกแน่ๆ เคลฟจึงปลีกเดินกลับเข้าเมือง...โดยมีรอยยิ้มสงบนิ่งเกินปกติฉาบบนใบหน้า
เขาเพิ่งโป้ปดในสิ่งที่กระทั่งตนยังปฏิเสธ และเพิ่งกระทำในสิ่งที่ตนยังสงสัยในเจตนา ไม่รู้อะไรดลใจให้เขาเลือกกำจัดร่างของตำรวจทั้งห้านายด้วยการเผา แต่เลือดเนื้อของชายเหล่านั้นก็หลอมรวมมอดไหม้ลอยสู่เบื้องบนไปเสียแล้ว...และไม่อาจย้อนคืนมาเป็นร่างกายมนุษย์ได้อีก - มันอาจขัดกับทุกหลักความเชื่อที่เขายึดถือมาทั้งหมด แต่เขาก็แก้ไขอะไรไม่ได้ และเชื่อว่าหากตนตัดสินใจกระทำเช่นนั้น นั่นย่อมเป็นหนทางที่ดีที่สุดที่มีอยู่เสมอ
เคลฟถอนใจเฮือกใหญ่ เรียกรถม้าแล้วสั่งให้แล่นตรงสู่ที่พำนักของแขกเมืองคนสำคัญที่เพิ่งเดินทางมาจากเดรฮาบ่ายวานนี้ โดยหมายมาดว่าชายผู้นั้นคงจะช่วยแก้ปัญหาให้ตนได้บ้าง
เพราะหากอาเดลทำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง...ชีวิตของเขาก็คงถึงคราวพินาศโดยพลัน
------
ครั้นเคลฟเปิดประตูห้องพักเข้าไป กลับพบว่าอาเดลกำลังจัดข้าวของใส่กระเป๋า คล้ายกำลังจะออกเดินทางอีกครั้ง ชายหนุ่มยืนรอพักใหญ่ จนอาเดลปิดกระเป๋ายาลงแล้วหันมาส่งสายตาเป็นคำถาม จึงได้โอกาสเอ่ยปาก...เจตนาดั้งเดิมลบเลือนชั่วคราว
“ท่านจะไปไหนหรือ”
อาเดลฟังแล้วมองนิ่ง...พลันขยับยิ้มแล้วหัวเราะในลำคอ ดวงตาสีดำหลังแว่นสายตาของเขาพราวระยับ ทว่าไม่ตอบกระไร
รอยยิ้มรู้ทันทำให้เคลฟรู้สึกเหมือนถูกหยามอยู่ในที โลหิตสูบฉีดจนใบหน้าร้อนแดง แต่ครั้นจะถอยหลังกลับไปก็เท่ากับพ่ายแพ้ หากเอ่ยถามคำถามเดิมก็เหมือนสอดรู้เรื่องที่ไม่ใช่ของตน และหากกล่าวขอความช่วยเหลือตามประสงค์ก็ยิ่งทำให้ศักดิ์ศรีและทิฐิของตนต้องสั่นคลอน
พลันอาเดลก็หัวเราะ “ข้ากำลังจะกลับเดรฮา มีจดหมายส่งมาบอกว่าท่านหญิงโรซามุนเด้ล้มป่วยกะทันหัน...”
“ท่านหญิงโรซามุนเด้ล้มป่วย?” ทวนคำด้วยนึกฉงน หากในใจประหวัดถึงบุตรีของคหบดีเมืองข้างเคียง...อีกคนหนึ่ง ทว่าก็ต้องระงับจินตนาการลงเสีย เนื่องจากมีสิ่งอื่นสำคัญกว่า
เคลฟถือวิสาสะลากเก้าอี้มานั่ง เพราะเขารู้ดีว่าผู้พำนักย่อมอนุญาต...และก็ยังคงนั่งเงียบแม้จะถูกมองด้วยสายตาสงสัยกึ่งคาดคั้น อาเดลเข้าใจและคาดการณ์ได้ว่าคนตรงหน้าแวะมาพบตนด้วยเหตุอันใด เพียงแต่อยากให้อีกฝ่ายกล่าวออกมาเอง - เคลฟเป็นคนหยิ่ง และไม่เคยชอบให้ใครมาล่วงรู้ความคิดตน กระนั้น ยามใดที่มีเรื่องลำบาก และไม่สามารถคิดแก้ปัญหาเองได้ อาเดลก็มักได้รับโอกาสแหย่แกล้งเคลฟให้สำราญใจไปทุกที
เคลฟขบกรามเล็กน้อย ก่อนตัดสินใจบอก “สิ่งที่ท่านเตือนเมื่อวาน มันเกิดขึ้นแล้ว” จงใจเลี่ยงคำเพื่อไม่ให้ตนต้องเจ็บช้ำไปมากกว่านี้
“ข้าเห็นควันไฟ - ท่านเผาศพพวกเขาไปแล้วสินะ” สำเนียงของอาเดลเนิบนาบเหมือนเรื่องที่กล่าวไม่สลักสำคัญอะไร หน้าต่างห้องพักของเขาไม่ได้หันไปทางชายป่า และยังไม่ได้ก้าวออกจากห้องเลยตั้งแต่เช้า กระนั้นการคาดคะเนก็แม่นยำราวตาเห็น เหตุเพราะคราบเขม่าบนเสื้อผ้าของเคลฟเป็นเครื่องยืนยันที่ดีเกินพอ
เคลฟยังคงเงียบ ฝืนสบกับนัยน์ตาสีดำที่เพียรค้นหาเจตนาและแผนการที่ยังไม่เปิดเผย...หากในที่สุดก็ไม่อาจทนแรงกดดันทั้งจากตนเองและคู่สนทนา
เขาถอนหายใจ ค้นกระเป๋าเสื้อ “ข้าอยากให้ท่านช่วยมอบสิ่งนี้แก่ปราชญ์สักคนในเมือง”
คิ้วเลิกสูง เหลือบมองห่อผ้าทรงยาวบนถุงมือหนังขาดเป็นริ้ว รับมาพิจารณาครู่หนึ่ง แล้วจึงคลี่แถบผ้าพันรอบให้คลายช้าๆ
เหนือผืนผ้ามีดอกกุหลาบสีแดงที่เริ่มเฉา ติดกิ่งคดเคี้ยวยาวราวสามนิ้ว
“ท่านกำลังจะหลอกอะไรคนทั้งเมืองอยู่ล่ะนี่” อาเดลยิ้มกว้าง สบตาดังจะสัพยอก เรียกสีหน้ากระอักกระอ่วนได้ชั่วขณะ พลันเคลฟก็ตีหน้าขรึมอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้ม่านตาสีเขียวปนเทามองตอบอย่างกล้าหาญกว่าเดิม...ยอมรับความเป็นจริงได้มากกว่าเดิม
เคลฟเล่าความตามที่กำชับกับทหารรักษาการณ์ไปทั้งหมด แล้วจึงย้อนลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่ต้น ช่วงแรกเขาก้มหน้า บรรยายการเดินเข้าไปในป่าโดยไม่สบตา เขาข้ามช่วงที่พบศพไป แสร้งว่าเป็นเพียงฉากเลือนรางที่จำรายละเอียดอะไรไม่ได้ แต่เมื่อถึงคราวที่ตัดสินใจจุดไฟ ชายหนุ่มกลับยืดหลังตรง สบตาอาเดลผ่าเผย กล่าวอย่างมั่นใจ และชัดถ้อยชัดคำ...เคลฟเอ่ยเรื่อยราวกับกำลังบรรยายภาพที่ปรากฏต่อหน้า ความคิดยึดมั่นของเขาไม่ได้ช่วยลำดับเรื่องราวให้ฟังเข้าใจแต่อย่างใด มันเรียงร้อยออกมาเอง เหมือนสายน้ำที่พรั่งพรูจากตาน้ำบนภูสูง สายน้ำที่เก็บกักไว้เนิ่นนาน และในที่สุดก็ล้นปรี่ รินอาบไล้รอยแตกของศิลา
ในอกของเคลฟโล่งกว่าเดิมนัก ด้วยเขาได้ผสมความรู้สึกซ่อนเร้นลงในทุกถ้อยคำ ม่านตาสีเฮเซลสะท้อนภาพของชายผมดำตัดสั้นผิวขาวหน้าตาเรียบเฉย ตลอดชีวิต ชายหนุ่มไม่เคยนึกชอบอาเดลเลย เพราะอาเดลชอบแสดงตนเหมือนล่วงรู้ทุกสิ่งไปเสียหมด แต่นายแพทย์แห่งเดรฮาก็เป็นผู้เดียวที่เขาวางใจเปิดเผยทุกความคิดซับซ้อน และยินดีรับฟังถ้อยคำของตนเสมอ ไม่เคยขัดคำ ไม่เคยปริปากบอกใคร
แม้จะเกิดมาเป็นลูกคนใหญ่คนโต ชีวิตของเคลฟกลับไม่ได้วิเศษอย่างที่ใครๆคิด เขาอาจได้รับวัตถุครบถ้วนตามปรารถนาก็จริง แต่ในจิตใจนั้นยังวังเวงและเลื่อนลอยอยู่มาก - บิดาปลูกฝังว่าหากเขาใคร่จะเป็นใหญ่ ก็ไม่ควรคบเพื่อน หรือหากคบเพื่อนก็ไม่ควรบอกความลับอะไรออกไป เพื่อนอาจหักหลังได้ทุกเวลา และในโลกนี้ไม่มีมิตรภาพใดเที่ยงแท้แน่นอน...เคลฟจดจำไว้เช่นนี้ และปฏิบัติตามเสมอมา เขาไม่เคยเล่าความคิดตนให้ใครฟัง ด้วยกลัวว่าผู้นั้นจะคาดเดาสิ่งที่เขาจะกระทำต่อไปได้ กระทั่งคนรักของเขา ก็ไม่เคยได้รับฟังสิ่งใดละเอียดถึงเพียงนี้ ไม่เคยได้รับรู้วิธีการคิดตัดสินใจ ไม่เคยรับรู้ความผิดพลาด ไม่เคยได้รับรู้ตัวตนที่แท้จริง ไม่รู้อะไรเลย
...เว้นเพียงเพื่อนสมัยเด็กคนหนึ่ง...คนเดียวเท่านั้น
“เถากุหลาบกินคน?” อาเดลเอ่ยยิ้มๆ ทว่ารอยยิ้มของเขาเปลี่ยนไปมาก มันไม่ได้ดูสดชื่นหรือดูเหนือกว่าอย่างเคย แต่กลับกังวลราวกับกิจของเคลฟนั้นเป็นธุระของตน “ท่านว่าอย่างนั้นก็ดีแล้ว เพราะกุหลาบไม่ว่าจะดูอย่างไรก็คือกุหลาบ จะกินคนหรือไม่กินคนมันก็เป็นแต่กุหลาบ คนธรรมดาไม่มีทางรู้เลย” ตวัดแถบผ้าพันรอบดอกไม้นั้นจนมิดชิด “ก่อนกลับข้าจะแวะไปบอกฟลันเซ เขาเป็นเพื่อนข้า เชี่ยวชาญด้านต้นไม้ดอกไม้ สักวันสองวันคงประกาศอะไรออกมา”
อาเดลลุกจากที่ คว้ากระเป๋าทั้งสองใบถือไว้ ตั้งท่าจะก้าวออกไป ทว่าเคลฟกลับก้าวตามมาใกล้ หยุดยืนตัดหน้านายแพทย์แห่งเดรฮา จนดวงตาหลังแว่นกรอบทองต้องฉายแววฉงน แต่เพราะอาเดลเป็นอาเดล เขาจึงมองชายร่างสูงกว่าอยู่อย่างนั้น รอคอยอย่างสงบ ไม่ถามอะไร
“ให้ข้าช่วยถือเถอะ...” เคลฟพึมพำ แขนแข็งแรงยื่นมาด้านหน้าอย่างทื่อๆ เสมองพื้นข้างตัว...พยายามไม่มองใบหน้าอาเดลที่เริ่มยิ้มกว้างขึ้นเรื่อยๆ
พลันน้ำหนักก็ตกลงที่ฝ่ามือ เคลฟรับมาถือไว้ แล้วจึงกลับมามองหน้าคนอีกครั้ง - อาเดลตีหน้าซื่อ ทั้งที่รู้อยู่ว่าเคลฟยังคงมีอะไรอยากบอก แต่เขาไม่คุ้นชิน จึงยังคงลังเลที่จะเอ่ยออกมา
“ข้ารีบนะเคลฟ มีอะไรก็บอกเถอะ” คำเรียกชื่อเปลี่ยนไปแล้ว แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะยังไม่ทันสังเกต
เคลฟอ้ำอึ้งเล็กน้อย พลันก็คิดได้ว่าตนควรจะพูด...พูดก่อนที่เขาจะหลงลืมมัน ก่อนที่ตัวตนดั้งเดิมจะกลับมาอีกครั้ง และไม่มีวันแปรเปลี่ยนไปอีก
คำสั้นๆ ง่ายๆ
“ขอบคุณ...”
------
(เห็นอย่างนี้ก็เถอะ เห็นอย่างนี้ก็เถอะ เห็นอย่างนี้ก็เถอะ...แต่เรื่องนี้ไม่ใช่ Yaoi นะเอ้อ- -)
edit @ 29 Sep 2009 22:23:11 by Star* of Radiance