[KHR AuFic] -One and Only- 2

posted on 13 Sep 2009 17:29 by findarato  in Fic-KHR

ตอนที่ 1

 

หลังจากหายหัวไปกับ...กับความอู้ (ฮา)

ในที่สุดก็เขียนตอนสองออกมาจนได้!

 

 

(...แล้วทำไมไม่ไปอ่านหนังสือล่ะเนี่ย?)

 

 

------

 

[Au] KHR Fan Fiction
Title :
One and Only
Author:
SO.Radianz
Rate : PG-15
Pairing :
80100

------

 

 

 

1: Everyday


------

 

 

 ท้องฟ้าสีครามและเมฆสีขาวล้อแสงแดดเจิดจ้า เปล่งประกายระยิบระยับผ่านกระจกบานใส


 เด็กหนุ่มผมดำสั้นชี้นั่งเท้าคาง พิศมองใบไม้พลิกพลิ้วตามแรงลมนอกหน้าต่าง เหม่อมองอยู่เนิ่นนาน...ด้วยนกตัวน้อยที่บินลิบๆนั่นดูน่าสนใจกว่าบทเรียนเป็นไหนๆ ทั้งแสงแดดอบอุ่นในฤดูใบไม้ผลิเช่นนี้ ก็ราวจะร้องเรียกให้กระโจนออกจากห้องเรียนแสนอุดอู้ ออกไปเดินเล่นท่ามกลางอากาศอันอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งชีวิต…


 ยามาโมโตะ ทาเคชิ อ้าปากหาว ปรือตามองกระดานที่เต็มไปด้วยตัวเลขอยู่นานพอดู ครั้นแน่ใจว่าเนื้อหาที่เรียนคงไม่อาจผ่านสู่สมองได้ในยามนี้ จึงฟุบลงกับโต๊ะไม้อันว่างเปล่า


 ม่านตาสีน้ำตาลเข้มเหม่อมองเสี้ยวหน้าจริงจังของเพื่อนข้างโต๊ะ ที่ยังคงตั้งใจเรียนอย่างสม่ำเสมอ – ปอยผมสีเงินทิ้งตัวลงบดบังใบหน้าหลังแว่นสายตากรอบบาง แสงแดดยามบ่ายทอดอาบผิวกายให้ดูสว่างตากว่าเคย – ยามาโมโตะคลี่ยิ้มบางให้กับเพื่อนข้างกายที่เพียรจรดปากกาขีดเขียนรีบเร่ง ทอดสายตามองความกระตือรือร้นที่ตนไม่มีอยู่พักใหญ่ แม้จะรู้ดีว่าคงไม่อาจรอดพ้นดวงตาสีน้ำทะเลอันคมกริบนั้นไปได้


 มือขาวประดับแหวนเงินใหญ่และปลอกข้อมือดูดุดันกระแทกปากกาลงกับพื้นโต๊ะ! ใบหน้าหงุดหงิดอยู่เป็นนิจหันมาทันทีที่อาจารย์สอนจบและเริ่มเก็บของออกจากห้อง


 เด็กหนุ่มผมเงินทอดลมหายใจหนักหน่วง สายตาขุ่นเคืองด้วยความรำคาญกรีดลึกในจิตใจผู้มองให้ใจหายไปแว้บหนึ่ง...หากสิ่งเดียวบนใบหน้าของยามาโมโตะ ก็ยังคงมีเพียงรอยยิ้มสดใส


 รอยยิ้มสดใส ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากเพียงใด


 “แกจะนั่งยิ้มไปทำไมวะ ไอ้บ้าเบสบอล!” เสียงห้าวตวาดใส่ “ตอนเรียนก็มัวแต่หลับ ตอนที่ควรอ่านหนังสือก็ไปเล่นเบสบอล มันถึงได้สอบตกทั้งปีแบบนี้...” หลุบตาลง ถอนใจเฮือกใหญ่ “หัดตั้งใจเรียนเองซะบ้างสิวะ ฉันจะได้สอนแต่รุ่นที่สิบคนเดียว ไม่ต้องมาลำบากเผื่อแผ่แก”


 ‘ไอ้บ้าเบสบอล’ กะพริบตาปริบๆ ตีหน้าเฉย ราวกับยังไม่รับรู้ว่าตนกำลังถูกด่า – ยามาโมโตะดันแผ่นหลังห่างจากพื้นโต๊ะ บิดกายเล็กน้อย ก่อนหันกลับมาส่งยิ้มเจิดจ้า พลางหัวเราะเบาๆ


 “ฮะๆ...โทษทีนะโกคุเดระ เรียนเลขทีไรแล้วมันง่วงนอนตลอดเลยน่ะ”


 โกคุเดระกัดฟันกรอด “ถ้าแกตั้งใจฟังหรืออ่านมาล่วงหน้าบ้างมันก็ไม่ง่วงหรอกเฟ้ย!”


 “อ่า...” เด็กหนุ่มหลุบตาลง เกาท้ายทอยแก้เก้อ แล้วจึงสบตาอีกครั้งราวไม่รู้สึกรู้สา “พอดีเมื่อวานฉันซ้อมเบสบอลถึงเกือบสองทุ่ม เลยกลับมาทำการบ้านถึงห้าทุ่ม...แล้วก็หลับเป็นตายเลยน่ะ”


 “แล้วแกก็ยังง่วงอยู่อีกเนี่ยนะ?” อ้าปากค้าง ยกมือตบหน้าผากตัวเองดังแปะ พลันกุมขมับเกร็ง เบือนหน้าหนีมองยอดไม้นอกหน้าต่าง...ก่อนหันกลับมาส่งยิ้มงดงามให้กับเด็กหนุ่มร่างเล็กที่นั่งอยู่ด้านหน้าตน


 “แต่ถ้ารุ่นที่สิบไม่เข้าใจตรงไหนก็บอกผมได้เลยนะครับ ฮะๆๆ!”


“เอ่อ โกคุเดระ ค-คือ...” เด็กหนุ่มผมฟูยิ้มฝืดๆ ดวงตากลมโตสีน้ำตาลนั้นเหลือบมามองเพื่อนอีกคนราวกับขอความช่วยเหลือ ทว่ารอยยิ้มสดใสราวไม่รับรู้สิ่งใดกลับทำให้เขาเริ่มรู้สึกกลุ้มใจกับเพื่อนอย่างไรชอบกล “อ่า...เย็นนี้ฉันจะขอให้โกคุเดระช่วยติวเลขหน่อย ยามาโมโตะก็มาด้วยกันสิ”


“อยู่แล้ว!” หนุ่มนักกีฬาหัวเราะร่า


โกคุเดระยืนอ้าปากค้างไปพักใหญ่ – เขามองหน้า ‘รุ่นที่สิบ’ กะพริบตาปริบๆ เบิกตากว้างราวกับจะขอร้องให้ช่วยเปลี่ยนคำพูด แต่รอยยิ้มแห่งความเป็นมิตรอันสงบนิ่งนั้นก็ทำให้ต้องยอมรับการตัดสินใจนั้น...โดยดุษณี


“ถ้ารุ่นที่สิบต้องการแบบนั้นก็ได้แหละครับ” โกคุเดระหลับตาลง ถอนหายใจอีกเฮือก พลางตวัดกระเป๋าพาดบ่า ดันเก้าอี้เข้าใต้โต๊ะ...และก็กลับมากระตือรือร้นเพื่อคนที่ตนเคารพรักอีกครั้งในบัดดล “อย่างนั้นเรารีบไปกันดีกว่า” เหลือบตาแค้นเคืองมองยามาโมโตะที่ทำหน้าเหลอหลา “ติวเสร็จเร็ว พวกที่ทำเนียนมาเกาะรุ่นที่สิบจะได้กลับไปเร็วๆด้วยไงครับ หึๆ”


“เอ้า! รีบไปกันเถอะ สึนะ” ยามาโมโตะสะพายเป้ เดินมาหยุดยืนรอหน้าห้อง พลันเลื่อนสายตา ส่งยิ้มกว้างให้กับเพื่อนอีกคน


“โกคุเดระจะได้ไม่ต้องเสียเวลาไงล่ะ”


“อะ...?!” เด็กหนุ่มหน้าขึ้นสี อ้าปากค้างด้วยไม่รู้จะสวนกลับว่าอย่างไรดี จึงได้แต่กัดฟันแน่น แล้วมอบรอยยิ้มแด่คนเพียงคนเดียวที่เขาจะอุทิศทุกสิ่ง “เอ่อ...เราก็ไปกันเถอะครับ รุ่นที่สิบ”


“อื้ม!” สึนะรับคำ แล้วเดินตามร่างสูงหน้าห้องที่พยายามกลั้นหัวเราะ – เขาลอบมองโกคุเดระที่ตีหน้าเรียบเคร่งขรึม สลับกับแผ่นหลังของยามาโมโตะที่เดินห่างออกไป...แล้วก็ถอนหายใจเบาๆ กับความสนิทสนมที่ดูแปลกพิกลของเพื่อนทั้งสอง


ยามาโมโตะยืนนิ่งหน้าห้อง เพียงยิ้มรับ หัวเราะเบา โบกมือลาเพื่อนหลายคนที่เดินผ่านออกไป หากสายตาทอดมองเพื่อนสนิทสองคนที่เดินตามกันมาช้าๆด้วยแววตาที่ไม่สื่อสิ่งใด...


เขาเดินนำออกนอกห้อง ปลีกตัวจากความวุ่นวายเพียงไม่กี่วินาที ด้วยรู้สึกเหนื่อยกับการพยายามรักษารอยยิ้มของตน...สีหน้าเปี่ยมสุขกลับกลายเป็นเฉยเมยเพียงชั่วขณะ แววตามีชีวิตชีวาดูว่างเปล่าซึมเศร้าราวกับเป็นคนละคน ความหม่นหมองที่อัดแน่นเต็มอกพรั่งพรูผ่านลมหายใจร้อนผ่าว...จนต้องเหยียดยิ้มเยาะตนเอง


“อ้าว ยามาโมโตะ!”


 “แกจะยืนนิ่งไปถึงไหนหาไอ้บ้าเบสบอล รุ่นที่สิบเสียเวลานะเว้ย!”


เด็กหนุ่มหันกลับมา...โกคุเดระ ฮายาโตะ กำลังยืนกอดอกถมึงทึงอยู่ตรงหน้า


ยามาโมโตะจึงเรียกหน้ากากใบเดิมกลับมาฉาบทาไว้ฉับพลัน แปรรอยยิ้มเหยียดเยาะเป็นเสียงหัวเราะบางเบา


“จริงสินะ...ฮะๆๆ” เด็กหนุ่มเกาท้ายทอยแก้เก้อ ก่อนจะเดินตามเพื่อนทั้งสองคนไปตามระเบียงที่หนาแน่นผู้คน


“ช่วงนี้แกนี่มันบ้าจริงๆ เดี๋ยวก็เดินนำหน้า เดี๋ยวก็หยุดเฉยๆ” โกคุเดระทักขึ้น ทันทีที่ยามาโมโตะสาวเท้าตามทัน ดวงตาสีน้ำทะเลเหลือบมองคนสูงกว่าราวจะคาดคั้น “ฉันสงสัย...ว่าแกกำลังคิดอะไรนักหนาวะ”


“อ๋า?” ยามาโมโตะตีหน้าเหลอหลา คล้ายไม่รับรู้ความนัยที่ต้องการสื่อ – ม่านตาสีเปลือกไม้จงใจสบตาราวกับจะท้าทาย ให้ลองค้นหาตัวตนภายใต้เปลือกนอกอันนิ่งสงบและเปี่ยมด้วยความเป็นมิตร...ที่ฉาบแน่นดุจดังเนื้อแท้ แต่ก็รู้ดีว่านั่นไม่ใช่ของจริง


สายตาขุ่นเคืองนั้นจ้องมองอยู่นาน เพียรสังเกตทุกอาการที่เปลี่ยนแปลงแม้เพียงเสี้ยววินาที...


ทว่าก็จำยอมแพ้ เนื่องจากหนุ่มนักกีฬาไม่เปิดเผยสิ่งใดออกมาเลย


“เอาวะ ช่างมันเถอะ” โกคุเดระหลุบตาลง เร่งเดินหนี  “ถ้าแกไม่อยากจะบอก ก็เก็บไว้คนเดียวอย่างนั้นแล้วกัน...”


ครั้นผ่านไปพักใหญ่ โกคุเดระที่เดินนำไปไกล กลับหยุดชะงักเล็กน้อย พลันก็หันมาตวาดใส่ “แต่อย่าให้มันเดือดร้อนรุ่นที่สิบเชียวล่ะ...ไม่อย่างนั้นฉันเชือดแกทิ้งแน่!”


“ฮะๆๆ!”



เด็กหนุ่มผมดำเหม่อมองเรือนผมสีเงินที่ห่างออกไป พลันเพ่งพิศฟากฟ้าสีคราม และเมฆขาวเจิดจ้าที่ลอยเอื่อยตามสายลม – รอยยิ้มเอกลักษณ์ยังคงประดับไว้อย่างนั้น หากภายในจิตใจอันซับซ้อนกลับครุ่นคิดมากมาย


เรื่องบางเรื่อง ก็ไม่ควรให้ใครรู้ เพราะมันอาจหวนกลับมาทำร้ายตัวเองได้ในสักวัน


เพราะหากวันนั้นมาถึง...


เขาคงเป็นอิสระจากหน้ากากบ้าๆใบนี้ไปได้สักที

 

------

 

ตะวันโรยรา แสงทองอร่ามงดงามยามโพล้เพล้ระบายสีสันแก่ผืนฟ้า


ในห้องนอนของสึนะ เด็กหนุ่มทั้งสามยังคงจับกลุ่มติวหนังสือ แม้เจ้าของบ้านจะไม่ได้เข้าใจบทเรียนมากขึ้น ซ้ำยังจะรู้สึกว่าตนกำลังถูกกักขังทรมาน แต่ก็ไม่มีผลใดๆต่อความพยายามของโกคุเดระ...เขายังคงยืนยันจะทำให้ทุกคนเข้าใจเนื้อหาที่เรียนวันนี้ให้ได้ โดยอ้างว่าถ้าไม่เข้าใจเรื่องนี้ เรียนต่อไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร


เมื่อรู้ว่าเถียงต่อไปก็ไม่มีวันชนะ สึนะจึงได้แต่ยอมตาม ปล่อยให้โกคุเดระยกตัวอย่างมากมายมาอธิบายต่อไปอีก...นานนัก


เด็กหนุ่มผมเงินกระชับแว่นสายตา อีกมือหนึ่งพลิกหน้าหนังสือเร็วจนมองไม่ทัน


“ผมว่าลองทำโจทย์ข้อนี้ดูดีกว่า มันไม่น่าจะยากเท่าไหร่” โกคุเดระเงยหน้ามองเพื่อนสองคนที่ทำหน้าปลงชีวิต แล้วจึงดันหนังสือไปด้านหน้า ยิ้มให้อย่างมั่นใจ “ขอโทษด้วยที่ลืมตัว สอนอะไรยากๆไปนะครับรุ่นที่สิบ เพราะอันที่จริงผมเองก็ต้องเริ่มจากอะไรง่ายๆก่อนเหมือนกัน”


 ดวงตาสีน้ำทะเลลอบมองยามาโมโตะที่เริ่มยิ้มเจื่อนๆ “...เริ่มเข้าใจที่จุดเริ่มต้น จะดีกว่ามัวแต่สนใจเรื่องที่ต่อยอดมาแล้วน่ะครับ”


 “อ่า...ฉันว่าอย่าเลยนะโกคุเดระ เสียเวลาเปล่า” สึนะหัวเราะแห้งแล้ง “ฉันไม่ใช่คนหัวดีอะไรนัก ต่อให้พยายามไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอก”


 “ไม่ได้นะครับรุ่นที่สิบ!” โกคุเดระหันขวับ โต้กลับรัวเร็ว “เชื่อผมสิครับว่ามันไม่ได้ยากขนาดนั้น รุ่นที่สิบก็ต้องเชื่อด้วยนะครับว่าตัวเองทำได้ ถ้ารุ่นที่สิบทำไม่ได้ก็ไม่มีใครทำได้หรอกครับ!”


 “เอ่อ...” เด็กหนุ่มร่างเล็กอึกอัก อ้าปากพะงาบๆคล้ายพยายามจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็กลับยิ้มแหยๆ ก่อนก้มลงมองตัวอย่างโจทย์ด้านหน้าตนอย่างเสียไม่ได้ ครั้นจะเงยหน้าขึ้นก็ต้องเจอรอยยิ้มกว้างอย่างคาดหวังเต็มที่ ทำให้สึนะจำต้องอ่านโจทย์แล้วทำตามแต่โดยดี


เป็นทางเลือกเดียวที่มีอยู่ในขณะนี้


 “ถ้าทำไม่ได้หรือสงสัยตรงไหนก็ถามได้เลยนะครับ”


 “อืมๆ”


 “แล้วก็แก...” สรรพนามที่เปลี่ยนไปทำให้คนนั่งฟังเฉยๆสะดุ้งโหยง นัยน์ตาขุ่นเคืองเป็นนิจเบนเป้าหมาย “แกก็ไปช่วยรุ่นที่สิบทำซะ มัวแต่นั่งแช่แบบนี้มันจะได้อะไรขึ้นมาไหม?!”


 “ได้เลยๆ โกคุเดระ” ยามาโมโตะยิ้มรับ ถลันร่างไปนั่งชิดสึนะที่เริ่มเหงื่อตกกับตัวแปรที่เหมือนเป็นภาษาต่างดาวสำหรับเขา ทอดมองนิ่งอยู่เกือบนาที...แล้วก็เบิกตากว้างขึ้นเมื่อสึนะจรดดินสอลงขีดเขียนในสมุดว่างเปล่า!


 โกคุเดระชะโงกหน้าไปมองคำตอบของสึนะ ยิ้มกว้างขึ้นเมื่อเห็นว่าเพื่อนเริ่มจับทางแก้ปัญหาได้บ้างแล้ว ให้คำชมเล็กน้อย ถอยกลับมานั่งที่เดิม พลันก็สบตากับยามาโมโตะที่ยังคง ไม่ขยับหรือพูดอะไร - ม่านตาสีน้ำตาลเหลือบมองคนนั่งตรงข้ามเป็นระยะ บางครั้งก็ยิ้มให้ แต่ส่วนใหญ่แววตากลับเลื่อนลอย ราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่มากมาย


โกคุเดระขมวดคิ้วเคร่งเครียด เขาไม่ชอบใจเอาเสียเลยกับกิริยาลึกลับเหมือนเก็บอะไรไว้คนเดียวแบบนี้...อย่างไรก็ตาม เขาไม่มีสิทธิ์จะบังคับให้ยามาโมโตะเปิดเผยออกมา เพราะเชื่อว่าการกระทำแบบนี้ต้องมีเหตุผลอะไรสักอย่างแน่ๆ และไม่ว่าเหตุผลนั้นจะดีหรือร้ายต่อ ‘รุ่นที่สิบ’ อย่างน้อยในตอนนี้ เจ้าบ้าเบสบอลก็ยังคงเป็นเพื่อนคนหนึ่งของเขา


“แกเคยเข้าใจที่ฉันพูดบ้างไหม เจ้าบ้าเบสบอล?” โกคุเดระพึมพำเสียงต่ำ จงใจให้ผู้ถูกเอ่ยถึงได้ยิน “ถ้าแกไม่ลองดูสักครั้ง มันก็ไม่มีทางสำเร็จขึ้นมาได้ และเวลาจะทำอะไรก็ควรเริ่มเข้าใจตั้งแต่พื้นฐาน...”


“...แทนที่จะมัวแต่ดูเรื่องต่อยอด” ยามาโมโตะตอบรับเชื่องช้า เงยหน้ายิ้มกว้าง “อืม แต่นายไม่ต้องเป็นห่วงหรอกนะ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก”


“ใครเป็นห่วงแก?” เด็กหนุ่มตีหน้าตาย พูดด้วยน้ำเสียงยานคาง ก่อนเท้าคางกับโต๊ะญี่ปุ่น “ว่าแต่พูดแบบนั้น แสดงว่าแกมีเรื่องอะไรอยู่จริงๆสินะ”


“อ่า...ก็ใช่อะนะ”


โกคุเดระหลุบตาลง ถอนใจเฮือกใหญ่ พลางเสยเส้นผมสีเงินสว่างให้พ้นใบหน้า พลันนั่งตัวตรง เสมองนอกหน้าต่าง สลับกับสึนะที่เลิกใส่ใจกับโจทย์คณิตศาสตร์แล้วเงยหน้ามองยามาโมโตะที่ยังคงยิ้มเฉยๆอย่างไม่สะทกสะท้าน – เด็กหนุ่มเบือนหน้าหนี ลอบยิ้มมีชัย ด้วยรู้ดีว่าหากเป็นเรื่องเพื่อนแล้ว ‘รุ่นที่สิบ’ ของตนย่อมไม่มีทางยอมอยู่เฉยเป็นแน่...โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเพื่อนอย่างยามาโมโตะกำลังมีเรื่องน่าลำบากใจอยู่


“ถ้านายมีเรื่องอะไรก็บอกฉันได้นะ ยามาโมโตะ แม้ว่าฉันจะช่วยอะไรไม่ได้เท่าไหร่ก็เถอะ” สึนะยิ้มน้อยๆ หัวเราะแหะๆ “หรือถ้านายไม่อยากบอกก็ไม่เป็นไรน่ะนะ แต่เห็นนายดูไม่มีความสุขแบบนี้แล้วมันรู้สึก เอ่อ เป็นห่วงจัง...”


“หือ?” หนุ่มนักกีฬาเบิกตาน้อยๆ ยิ้มรับสดใส “อ่า...อืม ก็ขอบคุณสำหรับความเป็นห่วงนะพวกนาย แต่...ตอนนี้มันไม่มีอะไรหรอก” นิ่งไปนิดหนึ่ง “เอาเป็นว่า ถ้าอนาคตมีอะไรที่นายช่วยได้ฉันจะบอกแล้วกัน”


ดวงตากลมโตของสึนะมองนิ่ง แววตามีชีวิตที่ดูไร้พิษสงกำลังพิจารณาจิตใจส่วนหนึ่งของเพื่อน – เขาไม่อาจเข้าใจความคิดของใครได้ทั้งหมด แต่ด้วยความสามารถบางอย่างก็ทำให้พอจะเดาอะไรได้บ้างเล็กน้อย...ซึ่งก็ถือว่ามากพอแล้วสำหรับการใช้ชีวิตในโลกบิดเบี้ยวใบนี้


สึนะก้มลงทำโจทย์จนเสร็จ แล้วยื่นให้โกคุเดระตรวจ ครุ่นคิดสิ่งที่ตนสันนิษฐานภายใต้ใบหน้าเปื้อนยิ้มน้อยๆ...ไม่ถึงนาที โกคุเดระก็แทบจะร้องดีใจเมื่อเห็นว่าคำตอบนั้นถูกต้องทุกประการ และวิธีทำก็แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจอย่างถ่องแท้ เขาจึงดึงแผ่นกระดาษนั้นออกมาเขียนอธิบายโดยละเอียด แล้วยื่นให้ยามาโมโตะกลับไปดูเองที่บ้าน


“รุ่นที่สิบเขียนไว้ดีมาก แกควรจะลองเอาไปดู”


โกคุเดระแนะนำห้วนๆ ก่อนจะประกาศจบการติวหฤโหดประจำวันนี้ ผู้มาเยือนทั้งสองจึงต่างเก็บข้าวของ เตรียมเดินทางกลับบ้านพร้อมกัน – ทว่าโกคุเดระกลับดูรีบร้อนผิดวิสัย เขาบอกลาสึนะรวดเร็ว และไม่พูดกับยามาโมโตะเลยสักคำ ก่อนจะหายตัวออกจากบ้านไปในชั่วพริบตา


“อืม ยามาโมโตะ” เด็กหนุ่มร่างเล็กทักขึ้นอีกครั้ง เมื่อเพื่อนอีกคนกำลังจะเดินออกจากบ้าน


“มีอะไรเหรอสึนะ?”


“ถ้านายมัวพะวงแต่กับอนาคต แล้วไม่ใส่ใจปัจจุบัน นายจะไม่มีวันมีความสุขจริงๆได้เลยนะ...” พูดเรียบๆแล้วนิ่งไปพักใหญ่...หากทันทีที่รู้ตัวก็กลับเบิกตาแทบถลนด้วยความงุนงงกับประโยคยาวเหยียดที่เพิ่งบอกไป “เอ่อ ไม่รู้ทำไมฉันถึงพูดไปแบบนั้น แต่มันก็...อืม ไว้เจอกันพรุ่งนี้นะ ยามาโมโตะ” สึนะค้อมไหล่เล็กน้อย ส่งยิ้มเจิดจ้าตามวิสัยพลางโบกมือลา


“อื้ม! พรุ่งนี้เช้าเจอกัน” เด็กหนุ่มร่างสูงยิ้มรับคำ ก่อนก้าวออกจากบ้าน สู่ท้องถนนอันเงียบเชียบ และเริ่มมืดลงทุกขณะ


ยามาโมโตะทอดตามองดวงจันทร์สีขาวนวลที่ประดับเด่นกลางฟ้า กระชับเป้สะพายหลัง แล้วเดินจ้ำอ้าวไปตามถนนอยู่พักใหญ่ ครั้นมั่นใจว่าพ้นสายตาคนอื่นแล้ว จึงก้มลงมองนาฬิกาข้อมือด้วยสีหน้าเคร่งเครียด


ทุ่มกว่าแล้ว...คนคนนั้นน่าจะยังไม่กลับไป


เด็กหนุ่มหยิบโทรศัพท์มือถือบางเฉียบจากกระเป๋ากางเกง กดโทรออกเร่งรีบด้วยความพะวง


ยามาโมโตะถามรัวเร็วจนฟังไม่ทัน เสียงปลายสายตอบกลับสั้นๆ พร้อมหัวเราะร่า


“ถ้าอย่างนั้นวันนี้ผมก็ไม่ต้องทำอะไร...” สีหน้าของเด็กหนุ่มสดชื่นขึ้นมาเล็กน้อย “รออยู่เหรอครับ?...ครับ...ได้ครับ สวัสดีครับ”


ยามาโมโตะกดวางสาย แล้วเก็บโทรศัพท์มือถือลงกระเป๋า ก่อนเดินมุ่งต่อไปยังร้านซูชิของบิดาด้วยความโล่งอก...และยินดีจนลิงโลด


เพียงคิดก็ตื่นเต้นรุนแรงจนต้องคลี่ยิ้มกว้าง - ในที่สุดหลังจากรอคอยมาหลายปี เขาก็กำลังจะได้พบกับคนคนนั้น...บุรุษผู้โอบอุ้มจิตวิญญาณเด็กชายผู้อ้างว้างด้วยสีขาวบริสุทธิ์ และเป็นดั่งจุดหมายหนึ่งเดียวอันจริงแท้ ในยามที่จิตใจเนืองนองด้วยความทุกข์หมองหม่น มีเพียงภาพแห่งความทรงจำของบุรุษผู้นั้นที่เป็นกำลังใจอันสำคัญ...ว่าสักวันเขาจะต้องก้าวไปยืนเคียงข้างให้จงได้


“ในที่สุดผมก็จะได้เจอคุณแล้วนะครับ...”


ยามาโมโตะหัวเราะเบาๆ ความปีติยินดีซาบซ่านทั่วกาย


เด็กหนุ่มหลุบตาลง วาดฝันถึงชายหนุ่มผู้ห่อหุ้มด้วยผืนผ้าสีขาวสว่าง จินตนาการรอยยิ้มอันงดงามที่ปักทะลุเข้ากลางหัวใจ ผลักไสให้ตนจมสู่ห้วงแห่งความลุ่มหลงมานานแสนนาน...


ในภาพแห่งความฝันนั้น ยามาโมโตะเหลือบมองลงล่าง เชยใบหน้าเรียวที่ปรนเปรอความสุขให้สบตากับเขา ดวงตาสีม่วงพราวน้ำตาและคราบสีขาวที่เปรอะเปื้อนเรียวปากแดงช้ำดึงดูดกระชากให้เด็กหนุ่มผลักสองไหล่ของผู้สูงวัยกว่าลงกระแทกพื้น ก่อนเท้าแขนคร่อมเรือนกาย ขืนบังคับมิให้รอดพ้นจากความปรารถนาอันรุนแรงของตนไปได้


ครั้นลมหายใจติดขัด ยามาโมโตะจึงลืมตาจากความเพ้อฝัน...เปิดประตูบ้าน พลางก้าวย่างมุ่งตรงสู่ห้องนอนของตน


เหยียดยิ้มมาดมุ่งหน้าประตูบานเลื่อนสีขาวเบื้องหน้า


ภาพแห่งความฝันดำเนินต่อไป...ยามาโมโตะค้อมลงจุมพิตหนักหน่วง บดเบียดริมฝีปากบางแตกยับนั้นให้ชื้นเลือด พลางดุนดันโพรงปาก ลิ้มรสโลหิตเฝื่อนจางที่รินไหลเคล้าคลอกับเสียงต่อต้านที่ไร้ความหมาย...


พลันมือหนาก็เอื้อมยังมือจับ บรรจงเลื่อนบานประตูเชื่องช้า...


ซ้อนทับฉากในมโนภาพและความจริง


...หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว...

 

------

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ขอขยี้ตาแรงๆ

มัน 80100 จริงๆ สินะ จริงๆ ใช่มั้ย โฮกกกกกกกกก

บร๊ะเจ้าขอบอกว่าคู่นี่มันเหนือจินตนาการของเราค่ะ
ตอนแรกที่อ่านนี่ มันดูเหมือนจะ 8059 เลยคิดว่าคนแต่งอาจจะพิมพ์ผิดก็ได้นะ มาตอนหลังนี่ โฮกกกกกกก 80100ของแท้เลยนี่หว่า แต่ถึงพูดงั้นพูดงี้ แต่เราก็แอบชอบนะ ชอบความแปลกใหม่ฮ่ะ กรั่กๆๆๆ

ไว้จะรอตอนต่อไปนะจ้ะ big smile

#1 By ★ AIM ★ on 2009-09-13 19:28

มาปูเสื่ออ่านตอนต่อไป =w=

#2 By the wonders on 2009-09-13 19:35