Prologue: The Saga of Dragon Slayer [Unfinished]
posted on 16 Aug 2009 17:07 by findarato in Fictionเขียนไว้ตอน 07102007 (ปิดเทอม ม. 5 ก่อนเรียนพิเศษหนักหน่วง...)
คือมีโปรเจคต์จะรีไรท์ตำนานนอร์สช่วงคำสาปแหวน ล่ามังกร ฆ่าตัวตายวนลูป บลาๆๆ บลาๆๆ
เพราะชอบที่มันเป็นจุดเริ่มต้นของนิยายดังๆหลายเรื่อง สร้างคอนเสปต์คำสาปแหวนขึ้นมาทั่วไป (และถ้าวิเคราะห์เจาะลึกตามแบบฉบับที่เราพอใจ--มันสื่อถึงการครองอำนาจและการสูญเสียอำนาจด้วยล่ะ)
กะจะยำทุกเวอร์ชั่นมาประมวลตามความพอใจ
อ่านชื่อตัวละครตามความพอใจ
เติมรายละเอียดตามความพอใจ
แล้วทำให้เป็นตำนานฉบับที่เราพอใจ 55+
แต่ช่วงเวลานั้นก็จืดจางไป เนื่องจากข้อมูลที่รวบรวมมันกระจัดกระจายไปกับซากเอนท์ซะแล้ว...ไม่รู้จะกู้มายังไงอีก เพราะก็คงไม่พีคขนาดนั้นแล้ว...
...มั้ง
(ดูกรณีปรัสเซียสิ บร๊ะเจ้า! บ้าแทบคลั่งตอน ม.ต้น ไหงมาปัจจุบันกลับบ้าปรัสเซียอีกแล้วฟระ "orz)
คิดว่าถ้าโชคและบุญหนุนนำ ไปเจออะไรกระตุ้นอีก ก็คงจะได้ฤกษ์เขียนต่อ
บางทีอาจจะเขียนจบตอนเกษียณก็ได้...ใครจะรู้
(วางแผนระยะยาวมาก 55+)
------
Prologue of the Saga of Dragon Slayer
อันกาญจน์มณีและนพรัตน์ ประดิพัทธ์ฤทัยชน
แพรวพราวพระพริ้งพิพธดล จิตโลภะลุ่มหลง
หนึ่งแหวนกนกสุระจรัส สมบัติ ธ ปลิดปลง
ใครยลจะคิดจิตทะนง อตครองธนาสัญ
ด้วยได้พระมาเพราะมุหะจิต เพราะบ่คิดบ่เท่าทัน
จึงพาวินาศวิละยะพลัน ทุขะเศร้าระทมใจ
แม้ฤทธิเรืองอมรชิต ธ สถิต ณ แดนไตร
แม้ปราชญ์ประเสริฐมะนะสะใฝ่ คุณธรรมมหาศาล
ล้วนต้องวิบัติภินทพัง ดุจดังอดีตกาล
วนในกเลวระพิมาน บ่ตระหนักจะแก้กล
เพียงใช้อุบายสุขจริต นฤมิต ณ ใจตน
กำราบมหาภยผจญ มุหะจิตก็เสื่อมสูญ
หากแหวนกนกสุระจรัส จะขจัดก็เพิ่มพูน
คำสาปทวีทุระจรูญ กลชีวะวางวาย
หยาดวารีใสกระจ่างหักเหสะท้อนแสงตะวันอันโรยแรง ร่วงหล่นลงหลอมรวมเป็นธารน้ำใสตื้น ที่หากลึกคงถือว่าไหลเชี่ยวนัก กัดกร่อนก้อนกรวดและหินพื้นท้องน้ำจนกลมเกลี้ยงไม่เหลี่ยมคมอย่างเก่าก่อน ซึ่งเมื่อมองเลยลำธารเย็นเยียบขึ้นไปด้านบน ก็จะพบร่องหินมากมายที่แตกร้าวและผุพังด้วยน้ำที่ขังอยู่ภายในเพียรดันตัวออกมา หยดน้ำที่ไหลซึมนั้นเคลือบชั้นตะไคร่เขียวมรกตเป็นแผ่นบาง เบื้องล่างมีรอยแยกรอยหนึ่งที่กว้างพอสำหรับการพักอาศัยของมนุษย์ซึ่งมีธารสายเล็กรินออกมาจากความมืดสนิทเรื่อยๆ ส่วนวารีจากหน้าผาชันก็ดูคล้ายมู่ลี่แก้วระยิบระยับที่มีผู้แกล้งกางปรกแทนประตูทางเข้าของถ้ำอันเป็นต้นน้ำลำธาร ซึ่งได้กัดเซาะท้องน้ำจนกลายเป็นแอ่งลึกราวเอวของชายฉกรรจ์ก่อนไหลรินอีกครั้งเป็นน้ำตกสูง ปรากฏม่านไอหนาสีเงินเหลือบแพรวพรายดุจเงินดาวดาราสุกสกาว ลงสู่พื้นราบด้านล่างอันเต็มไปด้วยโขดหินและสรรพชีวิตใต้ห้วงนทีเชี่ยวกราก
ปลาตัวใหญ่กระโดดโลดเต้นเหนือผืนน้ำแล้วดำลงแหวกว่ายอีกครั้งอย่างเปรมปรีดิ์ ขณะเดียวกันก็มีนากสีน้ำตาลจ้องอยู่ หมายมาดว่าถ้าเจ้าปลาเคราะห์ร้ายติดอยู่บนโขดหินและไม่อาจกลับคืนสู่สายวารีได้ มันจะจับกินเป็นอาหารด้วยความสำราญ ไม่ต่างกับปลาแซลมอนตัวนั้นยามนึกสนุกไม่รู้เท่าทันก่อนต้องจบชีวิตลง และเหยื่อย่อมไม่พ้นมือผู้ล่า นากตัวใหญ่ผิดวิสัยตะปบร่างที่ดิ้นพราดๆของเจ้าปลาอับโชคอย่างเริงร่า นัยน์ตากลมใสฉายแววแห่งความสุขและฉลาดเฉลียวไม่ต่างอะไรกับผู้วิเศษที่หากใครหลงจ้องมองคงต้องงุนงงด้วยเล่ห์ ทว่าห่วงโซ่อาหารอันโหดร้ายนี้ ไม่ได้มีนากเป็นผู้บริโภคลำดับสูงสุด แต่เป็นผู้สถาปนาตนครองปฐพี - เหล่ามนุษย์ผู้จิตใจอำมหิตต่างหาก
ขณะที่นากสีน้ำตาลจะลิ้มลองรสเหยื่อ หินก้อนใหญ่ถูกขว้างผ่านแมกไม้ในป่าด้วยความเร็วแทบมองไม่เห็น ปะทะกับกะโหลกศีรษะของสัตว์หน้าขนชะตาขาดดังผลัวะเบาๆ ไม่ถึงวินาทีหลังนากตัวใหญ่ล้มลงหลั่งเลือดละลายไปในน้ำ ก็มีเสียงหัวเราะของเจ้าของก้อนหินเพชฌฆาตเมื่อครู่ก้องกังวานผ่านอากาศมาอย่างน่าสะพรึง
“ไม่คิดเลยว่ากลางป่าของพวกเอลฟ์ดำจะมีน้ำตกงดงามถึงเพียงนี้อยู่ด้วย” ใครคนหนึ่งเปรยขึ้นขณะเหยียบย่ำกิ่งไม้ร่วงดารดาษบนพื้นให้หักและป่นลง มุ่งหมายจะมาเยือนยังลำธารไหลเชี่ยวที่เคยสงบสุขเบื้องหน้า เงาสูงมหึมาของบุรุษสามนายทอดผ่านม่านไม้จนดูผิดรูป หนึ่งในนั้นปรี่ถลามายลผลสำเร็จแห่งฆาตกรรมของตน
ชายผู้นั้นยิ้มยิงฟันพลางหัวเราะร่า “ดูนี่สิพวกท่าน” ในมือของเขาชูร่างปวกเปียกของนาก อีกข้างหยิบปลาแซลมอนออกจากปากและขาของมันมาโบกให้เห็น “ยิงหนึ่ง ได้ถึงสอง”
“ข้ารู้ว่าเจ้าเปี่ยมทั้งปัญญาและเล่ห์กล” หนึ่งในสองคนที่เหลือเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เจ้าจะเก็บเจ้าสัตว์เคราะห์ร้ายสองตัวนั่นไว้ก็ได้ แต่เราควรรีบเดินทางต่อไป ไม่เช่นนั้นอัสการ์ดอาจว่างเว้นผู้ปกครองไปนานเกินควร”
“ภารกิจบนมัชฌิมโลกนั้นใกล้จะเสร็จสิ้นแล้ว ข้ารู้...ข้ารู้” ผู้ล่าสัตว์ด้วยก้อนหินรีบเก็บเหยื่อของเขาใส่ลงในกระเป๋าสะพายลวกๆ เขายืนขึ้นปัดเศษดินเศษใบไม้ออกจากตัวแล้วก้าวเหยียบบนโขดหินแห้งก่อนขึ้นมายังฝั่ง ดวงตาที่มองยังชายที่เตือนเรื่องการเดินทางเมื่อครู่ฉายแววกึ่งท้าทายกึ่งเคารพ อีกฝ่ายไม่ว่ากระไรหากหันกลับไปมองยังน้ำตกซาดซ่าสีเงินยวงแล้วไล่สายตามองยังต้นน้ำ คือริมแอ่งลึกบนพื้นดินชั้นสูงขึ้นไป เงาคล้ายชาวร่างแคระปรากฏให้เห็นแวบหนึ่งก่อนจะกระโจนลงน้ำหายไปในพริบตา
“โฮเนียร์ เจ้าเห็นอะไรบนนั้นไหม” ผู้ที่ดูเคร่งขรึมและเอาการเอางานที่สุดถามบุรุษร่างสูงใกล้เคียงกันที่ยืนอยู่เคียงข้าง ฝ่ายที่ถูกถามไม่ได้ใส่ใจกับจุดปลายสายตาของคนข้างกายจึงส่ายศีรษะน้อยๆเป็นเชิงปฏิเสธ
“น้ำตกงดงามสีเงินนี่ชื่อ ‘พลังแห่งอันด์วารี’ ข้างบนนั่นมีถ้ำของคนแคระนามเดียวกัน และมีทองคำแดงเนื้อดีจำนวนมากซ่อนอยู่” โฮเนียร์ตอบโดยไม่เหลียวมอง ทว่ากลับไขความสงสัยให้กระจ่างได้แม้ไม่ใช่คำตอบของคำถาม
ยามสนธยา ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีแดงคล้ายทะเลสาบโลหิตดูเป็นลางให้ชวนหดหู่ใจ นักเดินทางทั้งสามเร่งก้าวเดินด้วยความเร็วพอกับม้าวิ่ง ลมแรงพัดกรรโชก ตะวันรอนแสง อากาศหนาวเย็นลงไปทุกขณะ
ทุ่งรกร้างรอบกายแท้จริงแล้วเป็นไร่ของพืชที่ชายสองในสามไม่เคยเห็น บุรุษผู้ซุกซนและดูมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวเอื้อมมือหมายจะเด็ดฝักประหลาดที่ห่อหุ้มด้วยเปลือกบางด้าน แต่ผู้เคยเห็นพืชชนิดนี้ได้ออกปากเตือนทั้งที่ยังไม่หันไปมอง ชายคนดังกล่าวจึงละมือ ใส่ใจกับการเดินทางแทนที่จะสอดส่ายสายตาไปยังจุดอื่น แม้จะไม่เต็มใจนัก
ทันใดสายตาของโฮเนียร์ก็มองเห็นบ้านหลังหนึ่ง ก่อสร้างอย่างแข็งแรงผิดวิสัยกลางทุ่งที่ดูเหมือนจะรกร้าง เขาเดินแซงเพื่อนร่วมทางก่อนจะยกมือเป็นสัญลักษณ์แล้วหยุดยืนนิ่ง “นั่นเป็นบ้านของนักเวทมนตร์” โฮเนียร์บอก สองตาระแวดระวังรวมทั้งเก็บรายละเอียดของทุ่งกว้างและบ้านกลางทุ่งที่ดูราวเคหสถานของเศรษฐีในเมืองใหญ่ “โลคี เจ้าเตรียมตัวให้ดีด้วยแล้วกัน”
โลคีฉีกยิ้มราวได้รับฟังคำปรามาสรุนแรง
ชายอีกคนเปลี่ยนจากบุรุษหนุ่มฉกรรจ์ผมสีทองตาสีฟ้าในชุดเดินทางรัดกุมคล้ายพรานป่า กลับกลายเป็นชายชราหนวดเครายาวสีดอกเลาถือไม้เท้าในเสื้อคลุมยาวสีน้ำเงิน พร้อมหมวกปลายแหลมปีกกว้าง ดึงรั้งลงถึงคิ้ว แผ่เงาบดบังดวงตาที่มีเพียงข้างเดียว เขาเร่งเดิน แล้วใช้ยอดไม้เท้าเคาะประตูบ้านหลังนั้น แต่บานประตูกลับถูกแรงเคาะผลักเปิดออก จึงถือวิสาสะนัยว่าเจ้าของบ้านต้อนรับคนแปลกหน้าอยู่เสมอ
แสงไฟจากเตาผิงลอดผ่านความมืดภายในส่องให้เห็นทางเดินสลัว ดึงดูดสายตาเพียงข้างเดียวของบุรุษชราให้พากลุ่มเดินทางของเขาไปเพื่อพบกับผู้อยู่อาศัย ซึ่งคงนั่งกันอยู่หน้ากองไฟเนื่องด้วยเป็นคืนอันหนาวเหน็บ และก็พบชายผิวคล้ำจากมนุษย์ผิวขาวทั่วไปในเขตเฉียดใกล้แดนหิมะนิเฟลไฮม์กำลังนั่งพิงเก้าอี้ไม้อยู่เดียวดาย เขามีผมสีดำ ตาสีดำ กรามใหญ่ จมูกโด่งปลายงุ้มเล็กน้อย คาดจากริ้วรอยแห่งกาลเวลาว่าอายุย่อมไม่ต่ำกว่าสี่สิบปี แต่ไม่อาจระบุแน่ชัดไปกว่านั้น แววตามืดมิดที่สะท้อนแสงจากเปลวไฟลุกโชนฉายประกายประหลาด
“สวัสดี คนแปลกหน้า” เจ้าของบ้านประสานมือทักทายราบเรียบพลันยืนขึ้นต้อนรับตามธรรมเนียม นัยน์ตาของเขาไม่ได้เป็นมิตรหากก็ดูไม่เป็นอันตราย “ข้าขอทราบชื่อเสียงเรียงนามของพวกท่าน และสาเหตุในการเดินทางมายังที่พำนักของข้า - ไรด์มาร์ จอมขมังเวท ผู้นี้ด้วย”
ชายชราถอดหมวกปีกกว้างเป็นเชิงทำความเคารพและค้อมหลังโก่งงอลง “เราทั้งสามเป็นนักเดินทางพเนจร เราท่องไปทั่วโลก”
“เราบังเอิญผ่านมาในไร่งามของท่าน และพานพบกับคฤหาสน์หลังนี้จึงตัดสินใจเข้ามาเยี่ยมเยียน” โลคีซึ่งดูสงบเสงี่ยมลงเล็กน้อยรีบเสริม
ความเงียบสนิทคืบคลานเข้ามาพักหนึ่ง “ท่านยังตอบคำถามของข้าไม่ครบ” ไรด์มาร์เตือน
ดวงตาข้างเดียวของชายชราสำรวจกิริยาของเจ้าบ้านและเพื่อนร่วมคณะอยู่ชั่วอึดใจ “ข้าคือกริมเนียร์(ผู้สวมหมวก) ส่วนอีกสองคนคือบุตรชายข้า: ลอค และโฮเนียร์”
“ท่านตั้งชื่อบุตรคนหนึ่งของท่านตามชื่อเทพขายาวใจโลเลหรือกระไร ท่านผู้เฒ่ากริมเนียร์” จอมขมังเวทขยับยิ้มมุมปากกับปฏิกิริยาเหมือนความอดทนขาดผึงชั่วขณะก่อนจางหายไปของโฮเนียร์ ส่วนรอยแผลเป็นจางๆคล้ายถูกเข้มเจาะรอบริมฝีปากของ ‘ลอค’ ก็ยิ่งทำให้รอยยิ้มนั้นกว้างขึ้น สายตาที่มองมาของเขาทำให้โลคีจ้องกลับไปอย่างไม่ลดละ คล้ายจะท้าทายสติปัญญาซึ่งกันและกัน
“ความโลเลของเทพโฮเนียร์เมื่อครั้งพำนักในวานาไฮม์เพื่อสงบศึกระหว่างชาวเทพนภาและเทพปฐพีนั้นแล้วแต่ผู้ได้รับฟังตำนานจะตัดสิน” โลคีแก้แทน เหตุเพราะเรื่องกลอุบายและการไขปัญหาเฉพาะการณ์เป็นเรื่องที่เขาถนัดนัก “หากท่านเป็นอย่างเทพองค์นั้น และมีคำถามมากมายแก่ท่าน ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่ามีผู้รู้จริงๆ - รู้ทุกสรรพสิ่งในโลก - อย่างเจ้าแห่งน้ำพุปัญญามีมิร์อยู่ใกล้ๆ ท่านจะกล้าตอบคำถามอย่างนั้นหรือ” คราวนี้รอยยิ้มอย่างผู้เหนือกว่าเป็นของเขา “ถ้าท่านตอบไปแล้วคำตอบนั้นยังไม่ ‘ถูกต้องที่สุด’ ก็ย่อมทำให้วงศ์วานของท่านเสียหน้า และเป็นการหักหาญน้ำใจกับยักษ์มีมิร์ผู้อารีนั้นด้วย”
ประโยคยาวเหยียดเหล่านั้นมีใจความว่า เชิญสงสัยไปเถิด เพราะที่นี่ไม่มียักษ์มีมิร์ผู้รอบรู้มาเฉลยให้ท่านหรอก - แต่ไรด์มาร์กลับเข้าใจไปอีกอย่าง “นั่นย่อมเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้ว แม้จะทำให้ยักษ์มีมิร์ผู้อารีต้องเหลือแต่ศีรษะก็ตาม” เขาเยาะกลับ “แล้วจากการรอนแรมอันยาวไกลของท่าน ได้มีสิ่งใดติดไม้ติดมือมาบ้างหรือไม่”
“เราเป็นแต่นักพเนจรยากไร้ธรรมดาเท่านั้น ท่านไรด์มาร์ผู้ยิ่งยง” กริมเนียร์เฒ่าพูดเนิบๆพลางค้อมศีรษะอย่างอ่อนน้อม “ข้าขอแต่เพียงที่พำนักชั่วคืนจากเจ้าบ้านผู้แสนอารี...”
“เรายากจน กระนั้นก็มิได้ไร้ซึ่งปัญญา” โลคีพูดแทรกแล้วหยิบร่างไร้ชีวิตของสัตว์เคราะห์ร้ายสองตัวออกจากย่าม “ข้าสังหารเหยื่อสองตัวนี่ด้วยหินเพียงก้อนเดียว” เขาวางปลาแซลมอนและนากสีน้ำตาลไว้เคียงกันบนโต๊ะ
ทว่าสายตาที่จ้องมองสัตว์ทั้งสองของไรด์มาร์กลับไม่ได้ราบเรียบดังเก่า “ท่านไปพบนากตัวนี้ที่ไหน” น้ำเสียงที่ถามดูเร่งร้อนประดุจมีเพลิงผลาญจิตใจกะทันหัน
“พลังแห่งอันด์วารี ในเขตของพวกเอลฟ์ดำ ชวัร์ตอัลฟ์ไฮม์” โฮเนียร์ผู้นิ่งเงียบรอดูทีท่ามานานตอบ
และนั่นก็เหมือนกับมีค้อนวิเศษมาทุบเข้าที่กลางกระหม่อมของจอมขมังเวทไรด์มาร์ ใบหน้าใต้แสงสีออกส้มดูซีดลง เรียวปากบางเฉียบอ้าค้างคล้ายรวบรวมกำลังจะเอ่ยบางอย่าง ร่างสูงผลันไปยังโต๊ะตัวนั้น พลันลูบไล้เส้นขนแห้งลู่ของนากสีน้ำตาลถึงฆาตด้วยสองมืออันสั่นเทา
“ฟัฟเนียร์ เรกิน!” ไรด์มาร์ตะโกนสุดเสียง “จงมาที่ห้องโถง ฆาตกรสามคนผู้สังหารโอททาร์พี่ชายของเจ้า มาอยู่ใต้ชายคาของเราเดี๋ยวนี้แล้ว!!”
ดวงตารัตติกาลของนักเวทมนตร์กลางทุ่งรกร้างไล่สายตามองผู้มาเยือนทีละคนอย่างคุกคาม ความสงสัยในที่มาของชายทั้งสามหมดไปในทันที
“หนี้ครั้งนี้ พวกเจ้าจะต้องชดใช้!” จอมขมังเวทประกาศก้อง
หาก ‘ฆาตกร’ ที่ว่ากลับอยู่ในสภาพงุนงงกับความผิดที่ตนก่อจนไม่อาจต้านทานกำลังของบุตรสองคนแห่งไรด์มาร์ โซ่เหล็กเส้นหนาและแข็งแรงที่สุดเท่าที่จะหาได้มัดร่างของทั้งสามไว้ติดกันแน่นโดยไร้การขัดขืน ก่อนที่เด็กหนุ่มคนที่ร่างสูงกว่าจะลากแขกผู้มาเยือนไปไว้ยังมุมห้องที่ห่างไกลจากเตาผิงที่สุด นัยน์ตาของเด็กทั้งสองดูเคียดแค้นแทบจะเค้นคอมาปาดหลอดเลือดใหญ่ตรงนี้ได้ภายหลังเห็นร่างไร้วิญญาณของนากที่น่าจะเป็นพี่ชายของพวกเขา
“เดี๋ยวก่อน - ท่านว่านั่นคือบุตรแห่งท่านหรือ” โลคีรีบถามด้วยอารามตกใจยามที่เด็กหนุ่มสองคนหยิบขวานประดับผนังมากวัดแกว่งอย่างมั่นหมาย อันที่จริงโซ่เพียงนี้ไม่อาจมัดทั้งสามไว้ได้ เพียงออกแรงเล็กน้อยก็หลุดจากพันธนาการ ทว่านั่นย่อมทำให้ภารกิจอันยิ่งใหญ่บนมัชฌิมโลกต้องล้มเหลวไปด้วยประการทั้งปวง
ไรด์มาร์ไม่ตอบ กลับเล่าประวัติครอบครัวตนโดยสังเขปแทน
“ข้าเป็นนักเวทมนตร์จากทางใต้ บุตรทั้งสามของข้าคือ โอททาร์ ฟัฟเนียร์ และเรกิน ก็มีเวทมนตร์เช่นกัน แต่พวกเขามีพลังในการเปลี่ยนร่างเพิ่มขึ้นมา ซึ่งโอททาร์กลับเลือกจะใช้ชีวิตในฐานะตัวนาก จับแซลมอนกินด้วยความภิรมย์เยี่ยงเดรัจฉาน ข้าและบุตรที่เหลือจึงปักหลักอยู่ที่นี่ เผื่อว่าถ้าโอททาร์กลับมาก็จะได้อยู่ต้อนรับเขา” เสียงห้าวกังวานสั่นเครือด้วยโทมนัสเจือโทสะ “แต่เขาก็กลับมา...ในร่างของนากไร้วิญญาณ! พวกเจ้าจะต้องชดใช้ด้วยชีวิต!!” ทันใดขวานในมือของบุตรทั้งสองก็หันคมมายังกลุ่มคนแปลกหน้า
“ช้าก่อน ท่านไรด์มาร์จอมขมังเวท!” โฮเนียร์ประวิงเวลาอย่างร้อนใจ นัยน์ตาของเขาเหลือบมองพื้นแวบหนึ่งเป็นการชั่งใจก่อนเงยขึ้นอีกครั้ง อย่างไรเสียพวกเขาคงไม่ยอมอยู่เฉยสิ้นชีพตรงนี้เป็นแน่ ขึ้นอยู่กับว่าทางผู้เสียหายจะยอมรับข้อเสนอนี้ หรือบีบบังคับให้ต้องใช้มาตรการอื่นที่เหมาะสมน้อยกว่ากันมาก “ตามธรรมเนียมแล้ว อนุญาตให้ผู้เสียหายรับค่าชดเชยอื่นแทนชีวิตก็ได้มิใช่หรือ”
“ความแค้นมิอาจลบล้างด้วยเงินตรา!” ไรด์มาร์แย้งอย่างโกรธเกรี้ยว “ไม่ว่าทองคำกี่หอบกี่เกวียนก็ไม่อาจดับความโศกเศร้าจากการสูญเสียนี้ได้หรอก”
“ดูก่อน ท่านไรด์มาร์จอมขมังเวท” โฮเนียร์ชิงทักอีกครั้ง “แต่หากในกรณีฆาตกรรมโดยไม่เจตนาเช่นนี้ ท่านก็อาจให้อภัย และรับค่าชดเชยแห่งความสูญเสีย ในเมื่อเพื่อนของข้าสำนึกในความผิด รวมทั้งเขาก็ฆ่าเพียงสิ่งที่ดูเหมือนสัตว์หน้าขนธรรมดาตัวหนึ่งเท่านั้น ได้โปรดตรองดูสักนิด ข้าจำต้องขอความเมตตาจากท่านด้วย”
ไรด์มาร์หลับตาลงหมายระงับเปลวเพลิงแห่งความพิโรธ พลางยกมือขึ้นห้ามบุตรทั้งสองให้สงบลงในขณะที่เขาชั่งน้ำหนักความผิดของผู้ต้องหา ความเงียบเข้าปกคลุมคฤหาสน์หลังนี้เนิ่นนาน กริมเนียร์เฒ่าเหลือบตาวิเคราะห์สีหน้าของจอมขมังเวท พลันเขาก็ต้องอมยิ้มแห่งความปีติ เพราะทั้งจังหวะการเต้นของหัวใจของฝ่ายผู้เสียหายลดลงแล้ว เป็นสัญญาณว่าการตัดสินใจได้มาถึงที่สุด
“ก็ได้ ข้าจะไม่เอาชีวิตท่าน” นักเวทมนตร์ลั่นวาจา แม้เด็กหนุ่มทั้งสองจะเพียรทัดทานด้วยความสุขุมและสติปัญญาที่แตกต่าง ไรด์มาร์กลับส่ายหน้าพร้อมส่งสายตาเป็นนัยว่า ฆาตกรรมโดยไม่เจตนาควรได้รับการลดหย่อนโทษ
“แต่สิ่งเดียวที่จะบรรเทาทุกข์จากการสูญเสียนี้ได้คือ ทองคำแดงบริสุทธิ์จำนวนมากพอที่จะยัดไว้เต็มตัวของโอททาร์โดยไม่เหลือช่องว่างแม้แต่เมล็ดถั่ว และต้องคลุมทั้งหนังและขนทุกเส้นจนไม่เหลือช่องว่างให้เห็น โดยจะมีพวกเจ้าเพียงคนเดียวที่สามารถออกไปหา...และถ้าไม่เป็นไปตามนี้ภายในสามวัน ก็จงบอกอำลาศีรษะของตนเสีย!”
ทองคำแดงเป็นโลหะหายากและราคาแพงที่สุดเท่าที่คนแคระสามารถหาได้ ขนาดของมันเท่ากับแหวนบางรอบนิ้วก้อยเด็กทารกหนึ่งวงสามารถแลกทองคำบริสุทธิ์ได้หนึ่งชั่ง หากทั้งสามเป็นบุคคลธรรมดาอย่างที่ว่าไว้จริง ก็คงต้องเสียชีวิตเป็นเครื่องสังเวยอย่างแน่แท้ กริมเนียร์ถึงกับชักสีหน้า ทองคำแดงปริมาณมากขนาดนั้นสามารถหาได้ในที่ที่เขาจากมา หากนี่เป็นภารกิจที่ไม่ควรเปิดเผยตัวจริงของคนทั้งสามออกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวชายชราเอง จึงไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากอัสการ์ดได้
“โลคี เจ้าช่วยใช้ศิลปะและสติปัญญาทั้งหมดหาสิ่งเหล่านี้จากพวกเอลฟ์ดำหรือคนแคระมาได้หรือไม่” กริมเนียร์กระซิบเบา โดยสิ่งตอบรับมีเพียงเสียงหัวเราะอย่างกระหยิ่มในตนของบุรุษผู้มีชื่อเสียงด้านนี้ที่สุด ผู้ได้รับการไหว้วานเงยหน้าขึ้นมองไรด์มาร์และบุตรทั้งสองที่กำลังถลกหนังพี่ชายตนเป็นมาตรวัดปริมาณค่าสินไหมทดแทนมหาศาลนั้นด้วยแววตาเหนื่อยหน่าย
และทันทีที่ไรด์มาร์หันกลับมามองด้วยสายตาคาดคั้น โลคีก็แยกเขี้ยวแล้วร้องบอก “ถ้าอย่างนั้นช่วยปล่อยข้าด้วย ภายในสามวันข้าจะกลับมาพร้อมกับทองคำแดงจำนวนท่านประสงค์”
“หนีไปแต่ตน ทิ้งให้บุรุษร่วมสายเลือดต้องสิ้นชีพ เป็นวิสัยของคนขลาด” จอมขมังเวทกล่าวดูแคลน “อย่างไรเสียท่านก็หาสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ด้วยตัวคนเดียวหรอก เจ้าฆาตกร”
“แก้มัดข้าก่อน!” ผู้ไม่อาจทนฟังคำปรามาสกัดฟันคำรามด้วยอารมณ์ที่ต่างออกไป รอยยิ้มอย่างทะนงตนจางหาย เหลือเพียงรอยบิดเบี้ยวของโทสะจากการดูถูกดูแคลนโดยไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของคนตรงหน้า “ข้าบอกแล้วมิใช่หรือว่าข้ายากไร้แต่ทรัพย์ มิได้ยากไร้ซึ่งปัญญา”
หลังคำตอกกลับนี้ เด็กหนุ่มคนที่น่าจะชื่อฟัฟเนียร์จึงตัดโซ่ที่มัดตัวโลคีออกโดยไม่เต็มใจนัก และเมื่อเขาได้รับอิสระ ก็ยืนขึ้นอย่างผึ่งผาย ยืดเส้นยืดสายโดยไม่ใส่ใจสายตาของผู้วิเศษทั้งสาม แล้วจึงแสยะยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้
“ส่วนข้าเป็นคนขลาดหรือไม่ขลาด อีกสามวันท่านก็จะได้รู้”
++++++
ฉันท์ช่วงเริ่มอนาถมากถึงมากที่สุด 55+ ในหัวไม่มีคำ แต่ก็เสร่อแป๊ะยัดลงไป
ความหมายตรงไม่ตรง
ช่างแม่ม
ก็ตรูจะใช้ซะอย่าง!
555555555555555555555
ป.ล. นั่งฟังเพลง Einsamkeit (คาแรกเตอร์ ลุดวิก-Germany: Axis Powers Hetalia) กับพรีวิวเพลงของกิลเบิร์ต-Prussia แล้วก็ดีดดิ้นหน้าจอ ไม่เป็นอันทำอะไร-__-"
edit @ 16 Aug 2009 18:38:21 by Star* of Radiance
แต่งนิยายมานานมากและยังไม่จบเหมือนกัน 55+ ยังไม่ได้กลับไปพิมพ์ต่อเลย - -*
กับเจ้าหงิญ บางตอนก็รู้สึกขัดแย้งเหมือนกัน แต่ความไหลลื่นของการเขียนทำให้บางทีก็ เออๆๆ อภัยให้แล้วกัน 55+(ไม่งั้นจะอ่านไม่จบ มัวแต่นั่งทะเลาะกับหนังสือ- -)
#1 By THEBEE on 2009-08-17 09:17