[KHR FanFic] Phantasm VI
posted on 05 May 2009 18:01 by findarato in Fic-KHRตอนก่อนหน้า:
KHR Fan Fiction
Title : Perfectionism
Author: SO.Radianz
Rate : PG-15
Pairing : 8751(?)
------
[Part II]
ผมนั่งชันเข่าสองข้างบนเก้าอี้ – จนดูเหมือนนั่งยองๆ – โก่งคอมองตัวหนังสือแน่นหน้ากระดาษขาวสะท้อนแสง ทอดสายตาผ่อนคลายขณะทำความเข้าใจเนื้อหา พลางก็กระดิกนิ้วเท้าและนิ้วมือเป็นจังหวะตามเสียงเพลงจากซีดีรวมเพลงคาแร็กเตอร์การ์ตูนเรื่องโปรด ผมยิ้มน้อยๆตลอดเวลาที่อ่านหนังสือ ด้วยความสุขล้ำซาบซ่านทำให้หลงลืมทุกความกังวล
เพลิดเพลินกับฟิสิกส์ หากก็เหลือบมองนาฬิกาเป็นระยะ
อีกสิบนาทีจะบ่ายสอง...ผมยิ้มกว้างขึ้น ขณะถอดแว่นสายตาออกเช็ดด้วยเสื้อสีดำตัวเก่ง...ใกล้ถึงเวลาที่สปาน่าจะกลับมาแล้ว
ผมวางแผนมากมายในหัว ทั้งสถานที่ท่องเที่ยว ทั้งเนื้อหาวิชาที่คิดว่าสปาน่าคงจะสนใจไม่ใช่น้อย...แต่ที่แน่ๆ ผมจะไม่มีวันขอโทษในสิ่งที่ทำลงไปเป็นอันขาด เว้นแต่ประเด็นเกี่ยวกับการทำร้ายจิตใจเขาเท่านั้น เพราะผมไม่ได้ทำอะไรผิดต่อความรู้สึก...แม้จะเพิ่งรู้จักกันได้สองสามวัน แต่การพูดคุยเนิ่นนานเมื่อคืนนี้ก็ทำให้รู้สึกสนิทใจราวกับรู้จักกันมานานหลายปี ที่ผ่านมาผมไม่เคยสนิทกับใครได้เท่านี้ และไม่เคยมีสักครั้งที่ความสนิทต่อเพื่อนจะผลักดันให้ผมนึกอยากจูบเขาขึ้นมา แถมเขายังตอบสนองในทางเดียวกันอีกต่างหาก
แล้วถ้าเขาไม่กลับมาล่ะ?
...ก็แปลว่าเขารับไม่ได้กับการกระทำเมื่อเช้าของผม ผมก็ไม่ควรจะฝืนใจเขาอีกต่อไป กระนั้นก็จะพยายามคบเขาในฐานะเพื่อนที่ดีให้ได้
ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ – กว่าจะเจอคนที่ผมประทับใจสักคนนั้นเปรียบดังงมเข็มในมหาสมุทร ส่วนคนที่พูดจากันรู้เรื่องนั้นหายากยิ่งกว่า
ถ้าเรารู้จักกันเร็วกว่านี้คงจะ...
ก๊อกๆๆ!
“โชอิจิ เปิดประตูหน่อยสิ”
...
ดวงตาของผมเบิกกว้างด้วยความดีใจ! รอยยิ้มเบิกบานแผ่กว้าง ผมกระชับแว่นสายตา ก่อนถอดหูฟังโยนวางบนโต๊ะ แล้วกึ่งวิ่งกึ่งกระโจน ลากเท้าและขากางเกงกรอมพื้นไปยังบานประตูไม้สีน้ำตาล พลันขยับลูกบิดประตูกระชากเข้าเต็มแรง ลมร้อนภายนอกทำให้ผมมึนไปชั่ววูบ
เรือนผมสีทองเข้มในเงามัวของทางเดินแคบ ดวงตาปิดปรือ กับรอยยิ้มที่ไม่อาจบ่งบอกสิ่งใด ร่างผอมบางที่คุ้นเคย กับกระเป๋าเดินทางใบใหญ่...ทำให้หัวใจผมกระหน่ำรุนแรงด้วยความลิงโลด
“เข้ามาสิ...สปาน่า” ผมพูด พลางรุนหลังเขาให้เดินเข้าไป สายตามองปราดรอบกายตามปกติวิสัย
เสี้ยวร่างของชายผมบลอนด์ร่างสูงในชุดสูทสีดำที่เพิ่งเดินหลบลงบันไดไปทำให้ผมขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนที่ความตื่นเกร็งจะแล่นพล่าน ความรู้สึกหวาดกลัววาบขึ้นในอก ผมกัดริมฝีปาก พลางมองเข้าไปยังร่างของชายในห้องสลับกับทางเดินว่างเปล่า เรียวปากบางที่ส่งยิ้มบางยิ่งทำให้ผมรู้สึกกังวลกับข้อสันนิษฐานที่ผุดขึ้นมากะทันหัน นัยน์ตาหรี่เกร็งเคร่งเครียด กระนั้นก็ไม่อาจทำสิ่งใดมากไปกว่าการละทิ้งทุกความสงสัยไว้หน้าประตู แล้วปิดมันลงอย่างเงียบงัน
------
พื้นที่ส่วนตัวของผมที่โต๊ะอ่านหนังสือถูกผู้มาเยือนจับจอง – สปาน่ามองที่คั่นหนังสือลายไซบอร์กสาวแว่นนิ่งไปพักหนึ่ง...ก่อนปักหลักอ่านหน้าที่เปิดค้างไว้อย่างตั้งอกตั้งใจ
เด็กหนุ่มนั่งขัดสมาธิ เอียงคอซ้ายขวาเชื่องช้า ใบหน้าประดับรอยยิ้มเอกลักษณ์ เขาลากสายตาผ่านเพียงไม่กี่วินาทีก็พลิกเปลี่ยนหน้า พลันร้องอุทานด้วยภาษาที่ผมฟังไม่ออกเมื่อเห็นสมการคณิตศาสตร์ยาวเหยียด...ที่ไม่มีวี่แววว่าจะสิ้นสุดในหน้าสองหน้า สปาน่าหัวเราะกับสิ่งที่เหนือการรับรู้ของเขา ก่อนจะทิ้งร่างพิงพนัก พลางยกมือขึ้นคล้ายจำยอมแพ้อย่างหมดรูป
“ไม่น่าเชื่อ...ฉันอ่านไม่รู้เรื่องแฮะ” สปาน่าหันมายิ้มให้ผม หย่อนขาลงจากเก้าอี้ แล้วลากเท้าเปล่าไปมาบนพื้น – รองเท้าแตะสีเทาถอดเรียบร้อยที่ชั้นวางเล็กใกล้ประตูตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้
ผมหัวเราะน้อยๆ ขณะเดินไปที่ชั้นวางหนังสือ “ไม่แปลกน่า ผมเองก็ยังไม่ค่อยจะรู้เรื่องเลย” ริมฝีปากยิ้มกว้าง “แต่ผมเชื่อว่าคงใช้เวลาทำความเข้าใจอีกไม่นานนักหรอก...ถึงจะสามารถต่อยอดความรู้ได้”
สปาน่าลุกขึ้นยืนพลางยักไหล่ ปัดปอยผมด้านซ้ายไปทัดหูด้วยความเคยชิน แล้วจึงแสร้งเดินโสลเสลไปนอนคว่ำแผ่เต็มเตียงชั้นล่าง พึมพำไม่ได้ศัพท์ด้วยเสียงอู้อี้ ก่อนจะขยับกายเดินมานั่งเหยียดขาข้างโต๊ะกลางห้อง ทอดสายตามองผมที่กำลังเดินไปหยิบขวดน้ำกับแก้วจากตู้เย็น
ผมบรรจงรินน้ำลงในแก้วทั้งสองใบ แล้วจึงยื่นให้สปาน่าที่กล่าวขอบคุณแล้วรับมาดื่มอย่างกระหาย ผมมองหยดน้ำที่รินจากมุมปากเขายิ้มๆ ก่อนจะจรดแก้วที่ริมฝีปาก หมายจะดื่มน้ำเย็นให้ชื่นใจ ทว่า...
“อย่าบอกนะว่านายคิดจะท่องกาลเวลา”
...ประโยคแทงใจนั้นทำเอาต้องสำลักน้ำ! ผมไอค่อกแค่กพลางวางแก้วลงบนโต๊ะ เอื้อมมือไปหยิบผ้าเช็ดโต๊ะมาซับน้ำที่เผลอทำหกด้วยความตกใจ กลืนน้ำลายตัวเองระงับความแสบเล็กน้อยในโพรงจมูก กัดฟันเบ้ปากแล้วถอดแว่นเปรอะน้ำมาเช็ดเบาๆ ผมลอบมองสปาน่าที่ยิ้มพราย พลันกระชับแว่นกับจมูก แล้วตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดนิดๆ
“คุณอย่าพูดอะไรที่มันดูเหนือจริงอย่างนั้นได้ไหมสปาน่า...”
สปาน่าตอบพร้อมรอยยิ้มมีเลศนัย “แต่ปฏิกิริยาของนายถือเป็นการยอมรับนะ”
ผมอึกอัก อ้าปากค้าง...ก่อนก้มหน้าถอนหายใจ “ผมยอมรับก็ได้ มันเป็นความฝันของผมอย่างหนึ่งเหมือนกัน” เว้นประโยค พลางเงยหน้าขึ้นยิ้ม “แต่มันก็ไม่ใช่ความฝันสูงสุดของผมน่ะนะ เพราะงั้นถ้าผมจะทำไม่ได้ก็ช่างมันเหอะ”
“อืม...” เขาส่งเสียงทุ้มลึกในลำคอ ทิ้งช่วงยาวจนเงียบไปพักใหญ่ แล้วทำหน้าเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ “เอ้อ โชอิจิ”
“อะไรครับ?”
“อันที่จริงนายไม่ต้องสุภาพถึงขั้นใช้ผมและคุณ กับฉันก็ได้นะ” สปาน่าเอ่ยยิ้มๆ พลางยกน้ำขึ้นจิบ “ฉันยังไม่คิดจะสุภาพขนาดนั้นกับนายเลย ดังนั้นไม่ต้องเกรงใจหรอก”
“ปกติผมไม่ค่อยใช้สรรพนามอื่นนอกจากที่พูดอยู่น่ะ” ผมกะพริบตาปริบๆ...มองสีหน้าสบายๆของคนตรงหน้าแล้วรู้สึกอิจฉาความนิ่งสงบนั้นอย่างบอกไม่ถูก
“พอดีฉันไม่ชินถ้าเพื่อนจะพูดกันสุภาพขนาดนั้น” ดวงตาสีฟ้าเหลือบมองด้านบนขวา ก่อนสบตาผมคล้ายจะมองทะลุทะลวง “นายลองพูดแบบเดียวกับที่ฉันพูดกับนายสิ”
ผมมองเขานิ่ง...นิ่งไปนานจนทั้งห้องเงียบกริบ มีแต่เสียงดื่มน้ำหลายอึกของสปาน่าเท่านั้นที่พอจะดังให้ได้ยินอยู่ เขาวางแก้วลง พลันคลานสี่ขามาประชิดตัวผม สองแขนของเขาคร่อมเหนือตัก ใบหน้าใกล้กันจนผมเกร็งคอผงะไปนิดหนึ่ง
“น-นายจะทำอะไรน่ะสปาน่า” ผมพูดรัวเร็วแล้วเขยิบถอยหนีหน้าตาตื่น ทว่าสปาน่ากลับมีสีหน้าเริงร่า ดีดตัวกระโจนขึ้นคร่อมเหนือตัวผม กางแขนขาเป็นกรงปิดกั้นทางหนี ผมนอนนิ่ง ตัวสั่นเทา ปิดตาแน่นด้วยไม่กล้าสู้สายตาราวล่วงรู้ทุกสิ่ง ศีรษะของเขาเลื่อนลงใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจ ผมเกร็งไปทั้งร่างด้วยหลากอารมณ์ผสมกัน...รวมถึงความรู้สึกผิดกับเรื่องเมื่อเช้าด้วย
“นายไม่รู้หรอกเหรอว่าฉันจะทำอะไร...” น้ำเสียงพร่าเบา คล้ายจงใจพ่นลมแรงให้ปะทะผิว ความอบอุ่นที่ใกล้เกินไปราวกับเป็นมนตร์วิเศษเสกทั้งร่างให้กลายเป็นหิน “เมื่อเช้านายก็ทำกับฉันแบบนี้ ฉันยังไม่เห็นว่าอะไรนายเลย...”
ขอร้อง โปรดว่าผม ด่าผม...ทุบตีต่อยเตะกระทืบอะไรก็ได้!
สัมผัสแผ่วเบาที่ซอกคอกับริมฝีปากที่ดูดเม้มผิวหนังจนรู้สึกเจ็บ ทำให้ผมยิ่งหลับตาแน่น แล้วจำต้องพูดด้วยน้ำเสียงสั่นๆ “ฉ-ฉันขอโทษนะถ้าทำให้...ทำให้ น-นาย...ไม่พอใจ” เลือดอุ่นสูบฉีดด้วยความอาย ครั้นปลายจมูกเย็นเยียบของเขาไล่ตามขอบกรามถึงข้างแก้ม ก่อนจะผละออกเล็กน้อย “ฉ-ฉันก็แค่อยากทำแบบนั้น...ก-กับนาย”
สปาน่าหัวเราะหึ “แบบไหนเหรอโชอิจิ”
สัมผัสริมฝีปากขบไล้อ้อยอิ่งจากแก้มหยาบของผมเรื่อยถึง...
“แบบนี้...ใช่ไหม?”
พลันเรียวปากกดแนบลงมาอย่างหนักหน่วง! ผมเบิกตากว้าง...หัวใจเต้นระทึก พยายามเกร็งปิดริมฝีปากตนเองไว้แม้สปาน่าจะไม่มีวี่แววว่าจะทำอะไรมากกว่านั้น เขาทอดกายนิ่ง...เนิ่นนาน...หากไร้เรียวลิ้นจาบจ้วงรุกไล่ เพียงสัมผัสกันภายนอก ขบเม้มกลีบปากแผ่วเบา แล้วจึงผละออกอย่างเชื่องช้า ทอดสายตามองลงเบื้องล่างอย่างอ่อนโยน
“อืม...แต่ฉันว่าเป็นแบบเดิมก็ดีแล้วนะ”สปาน่าคลานถอยหลัง แล้วนั่งคุกเข่าเรียบร้อยด้วยสีหน้าเรียบเฉยราวไม่มีอะไรเกิดขึ้น ดวงตาสีฟ้าสดคู่นั้นพราวระยับ ก่อนจะคลี่ยิ้มขบขัน แล้วจึงหัวเราะออกมาเบาๆ โดยไม่ละสายตาจากอาการตัวแข็งของผมที่นอนแผ่เกร็งอยู่บนพื้น
ลมหายใจหอบถี่ทำให้ผมต้องกัดฟันตั้งสติ ระงับความรู้สึกหลากหลาย...ทั้งปรารถนาในตัวเขา และปรารถนาจะประทุษร้ายในเวลาเดียวกัน ผมยันร่างขึ้นนั่ง กำหมัดเกร็งแน่น สั่นเทิ้มไปทั้งตัว พลางเหลือบมองพร้อมกัดฟันแยกเขี้ยว ”แบบเดิมอะไรของคุณครับสปาน่า?!”
“หือ?” เพิ่งเข้าใจว่าชายตรงหน้าใช้น้ำเสียงแบบนี้เพื่อกวนประสาทโดยเฉพาะ “นายคิดไปถึงไหนกัน ฉันหมายถึงเรื่องสรรพนามที่ใช้พูดต่างหากล่ะ”
“แล้วคุณจะทำแบบเมื่อกี้ไปทำไมครับ!?”
“ก็เห็นโชอิจิทำอะไรประหลาดๆแล้วมันสนุกดีนี่...”
สปาน่ามองผมด้วยแววตาใสซื่อบริสุทธิ์ ดวงตาเรียวปรือนั่นทีแรกก็ทำให้เชื่อได้อยู่หรอก แต่คราวนี้ คราวนี้...
คราวนี้...
“โอ๊ย!” ผมขยี้ศีรษะแล้วเงยหน้าโอดครวญ “สปาน่า ผมยอมแพ้คุณแล้วจริงๆ ผม...”
“แบบเดิมเมื่อเช้าฉันว่าโอเคกว่าตะกี้เยอะนะ”
...
สปาน่าขัดคำด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
เขาเอนกายเหยียดขายาวใต้กางเกงสีดำมาทางผม พลางกระดิกเท้าเปลือยเปล่าสบายๆ...ราวกับเรื่องที่พูดออกมานั้นไม่สลักสำคัญอะไร
หากคราวนี้สายตาของผมกลับมองใบหน้าเรียบเฉยได้ลึกลงกว่านั้น – ผมมองเขาอย่างไม่เชื่อสายตา ลมหายใจขาดห้วง ความคิดสับสนมึนเมาไปหมด กระนั้นเราก็ยังคงสบตากัน...สื่อความนัยมากมายโดยไร้การเคลื่อนไหวใดๆ
อย่างไรก็ตาม เป็นผมเองที่ชิงหลบตา ก่อนตัดสินใจลองถามในสิ่งที่สงสัยเต็มอก “ตอนที่คุณเข้ามาในห้อง ผมเห็นคนชุดสูทเดินไปแว้บๆ...เขาเป็นใครเหรอครับ”
“อ๋อ แกมม่าน่ะเหรอ” สปาน่าเอียงศีรษะน้อยๆ เสมองพื้นทางซ้ายของเขา “เขาเป็นคนสนิทของนักธุรกิจผู้หญิง...นักธุรกิจคนที่ให้ทุนฉันเรียนน่ะ”
“อ้อ...” ผมรับคำเบาๆ “คุณเป็นนักเรียนทุน?”
เขาเกายกมือขวาขึ้นท้ายทอย “ก็ใช่ แต่เป็นทุนประเภทผูกพันเกือบทั้งชีวิตน่ะนะ” สปาน่าหัวเราะน้อยๆ แล้วยิ้มบางให้ผม “ที่จริงฉันก็ได้ข่าวว่านายได้ทุนไปเรียน MIT แล้วนี่”
“ก-ก็ใช่ครับ”
“ทำไมนายไม่เลือกเรียนสาขาที่นายสนใจเต็มตัว หรือไม่ก็อะไรที่มันใกล้เคียง อย่างพวกฟิสิกส์ดาราศาสตร์ล่ะ ไปเอาวิศวะทำไม”
คำตอบนี้ผมเตรียมไว้นานแล้ว จึงสามารถนำมาใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องคิด
“เพราะคนเราไม่จำเป็นต้องรู้แค่อย่างเดียวนี่ครับ ถ้าเรารู้ทฤษฎีแต่ทำไม่เป็น ผมว่ายังไงมันก็ขาดอะไรไป...ถ้าได้เรียนวิทยาศาสตร์สายประยุกต์ อย่างน้อยผมก็สามารถตอบสนองความต้องการของตัวเองในการสร้างเครื่องจักรอะไรได้อีกมาก” ผมตอบรวดเร็ว ทอดสายตามองนิ่ง ด้วยรอยยิ้มแห้งแล้ง...หวังว่าสปาน่าคงจะไม่ทันสังเกตเห็น
ความกังวลรื้นขึ้น – คำตอบของผมมันไม่เป็นอะไรหรอก ที่สำคัญคือคำตอบของเขาต่างหาก – ความสนใจของผมไม่ใช่แค่เรื่องฟิสิกส์เท่านั้น ยังมีอีกหลายอย่างที่เคยผ่านหูผ่านตามาบ้าง พอจะทำให้ผมสามารถเอาชีวิตรอดได้ในโลกบิดเบี้ยวอันแสนโหดร้าย ซึ่งปฏิกิริยาเพียงชั่ววินาทีของสปาน่า ก็ทำให้ผมมั่นใจได้ทันที ว่าคำตอบเรื่องผู้ชายชุดสูทคนนั้นไม่ได้เป็นความจริงไปทั้งหมด
...เขาโกหกผม...
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเรารู้จักกันน้อยเกินไป หรือเพราะยังไม่ไว้วางใจโดยสมบูรณ์ – อาจเป็นเพราะมีเหตุผลสำคัญที่ทำให้บอกผมตามตรงไม่ได้ อย่างไรเสีย ผมก็ไม่มีสิทธิ์จะบังคับอะไรให้เขาพูดออกมาในเรื่องหยุมหยิมแบบนี้อยู่แล้ว
ทว่า ความกังวลระคนตื่นกลัวที่กำลังรุมเร้าอยู่ในตอนนี้...ทำให้ผมรู้สึกไม่ดีเอาเสียเลย
มันอาจเป็นเพียงความกลัวไร้เหตุผล หรือเป็นแค่ลางสังหรณ์ไร้ที่มา
แต่ผมเริ่มหวาดกลัวอนาคตตัวเองแล้วจริงๆ...
------
โอ๊ว โชจังของป้า ซื้ดดดด
(อ่านกี่รอบ ซื้ดทุกรอบ -..-")
#1 By นัท (205.201.221.51) on 2009-05-25 09:33