[GOTH's FanFiction] Nigrescent Promise

posted on 11 Aug 2008 21:56 by findarato  in Fiction, TUCC

นี่คืองานชมรมการ์ตูน ที่ทำส่งไปเมื่อปีที่แล้ว

(ได้ข่าวว่าทำงานเดียว=[]=!)

และเราก็นำมันไปหากินกันร้างกันลืมในทุกๆที่ เพราะไม่ค่อยเขียนแฟนฟิคเท่าไหร่

หากเห็นผู้ใดนามStar* of Radiance/ ZLRadiance/Z*Radiance ฯลฯ เอาไปลง ขอได้โปรดเข้าใจว่าคือเราทั้งหมด เพียงแต่ดัดแปลงนามไปเรื่อยๆตามความพอใจส่วนบุคคลเท่านั้นแล

 

...

 

อัน GOTH นี้ เป็นนวนิยายแนวตามชื่อเรื่อง ของท่านโอทสึอิจิ
พระเอกเป็นคนโรคจิตที่พยายามทำตัวเหมือนคนปกติ(ลักษณะเนียน) คิดฆ่านางเอกอยู่เนืองๆ
นางเอกเป็นคนปกติแนวGothที่คิดว่าตัวเองโรคจิต คิดฆ่าตัวตายอยู่เนืองๆ

เมื่อมาพบพานกัน ก็เลยกลายเป็นอะไรหม่นๆเลือดๆอ่านแล้วชวนยิ้มหวานเท่านั้นแล

ฟิคนี้ก็เป็นการจับประเด็นหวานๆที่หาได้ยากยิ่งในเรื่องมาเขียนแจกแจง

ประกอบกับคนเขียนมิชอบอ่านนิยายรัก ยกเว้นจะเป็นรักแบบSM

ฉะนั้น มันคงจะผสมผสานได้ลงตัวทีเดียวเชียวแหละ(มั้ง)

ซึ่ง ตัวละครในฟิคนี้ แค่คล้ายๆกับต้นฉบับนะ แต่ไม่เหมือนเท่าไหร่ ด้วยเหตุว่าเจ้าพระเอกมี Emotion มากเกินกว่าที่คนโรคจิตผิดมนุษย์มนาอย่างในเรื่องพึงจะมี
ดึงเอาแต่สิ่งที่ถูกใจและใช้งานได้ ว่างั้นเหอะ- -

แต่ก็นะ...

 

...

 

เชิญทัศนา!

 

 

++++++

 

GOTH’s Fan Fiction: Nigrescent Promise

แฟนฟิกชั่น โกธ: เสียงเพรียกสุดท้ายแห่งคำสัญญา

*เรื่องสั้นเรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการของผู้เขียนเท่านั้น โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน*

_______________________________________________________________________________


            เธอ...มีแนวโน้มที่จะฝักใฝ่ในด้านมืดของมนุษย์เช่นเดียวกับผมเสมอ

            นับตั้งแต่วันที่ผมได้คุยกับเธอเป็นครั้งแรก ความรู้สึกของผมต่อเธอยิ่งชัดเจน ไม่เพียงปรารถนาในผิวเนียนซีดขาว เส้นผมสลวยดำขลับไร้การตัดแต่ง หรือดวงตาที่ปิดกั้นตนจากโลกภายนอก หากมีบางอย่างที่ซับซ้อนกว่ามาทดแทนความกระหายจะเป็นผู้ครอบครองทุกบาดแผลบนร่างกาย รวมถึงการได้พิศภาพของเธอยามปราศจากลมหายใจ

            ผมยังไม่อาจแน่ใจว่ามันคือสิ่งใด... ความรู้สึกอยากเป็นผู้กรีดคมมีดชำแรกผิวหนัง เป็นเจ้าของมือที่คว้านทะลุปอดควักหัวใจที่ยังเต้นตุบของเธอออกมา ใช้เหล็กแหลมเสียบทะลุหลอดเลือดใหญ่ให้โลหิตแดงฉานอันหวานหอมหากน่าสะอิดสะเอียนไหลทะลักราวกับท่อประปาแตกๆ

            และแน่นอนว่า...ผู้ที่อาจเอื้อมประกอบกิจทรมานต่อเธอย่อมไม่สามารถเป็นใครอื่น ต้องเป็นผมคนเดียว! คนเดียวเท่านั้นที่เธอสัญญาจะพลีกายถวายชีวิตให้เป็นเครื่องสังเวยแด่ความมืดดำและทารุณโหดร้ายซึ่งแฝงเร้นอยู่ในจิตใจ

            ผมอยากจะฆ่าเธอ อยากจะพรากลมหายใจสุดท้ายไปจากเด็กสาวนาม โมริโนะ โยะหรุ

            มันเป็นความรู้สึกที่มีมาแต่แรก

            ซึ่งยังมั่นคง...และรุนแรงขึ้นเป็นทบทวี

 

 †

             Rrrr… Rrrr…

            มันเป็นเวลา 20 นาฬิกา ครอบครัวแสนอบอุ่นของผม: พ่อ แม่ และน้องสาว อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าอย่างที่ครอบครัวทั่วไปควรจะเป็น รายการเกมโชว์ที่ผมไม่เคยนึกสนใจฉายอยู่บนจอโทรทัศน์ ผู้คนเหล่านั้นล้วนเสแสร้งจอมปลอม ไม่ต่างอะไรกับหน้ากากนักบุญผู้ยิ้มแย้มและอารีที่ฉาบอยู่บนใบหน้าของผมเพื่อปกปิดความแตกต่างจากคนอื่นๆเอาไว้

            โทรศัพท์ดังขึ้น ซ้ำซาก

            เสียงกริ่งขัดโสตประสาททำให้สมาธิในการระลึกถึงภาพเหยื่อคดีสังหารหมู่ด้วยเลื่อยไฟฟ้าในห้องทั้งเจ็ดหมดไป คดีดังกล่าวยังคงเป็นที่โจษจันแม้เรื่องราวจะผ่านมานานหลายเดือนแล้วก็ตาม เนื่องจากความอำมหิตของฆาตกรซึ่งภายหลังถูกขังอยู่ภายในห้องด้วยกลอุบายของสองพี่น้อง ผู้เป็นพี่ยอมขังตนไว้ในห้องเป็นการพลีชีพเพื่อให้น้องชายได้มีโอกาสหลบหนี คราบเลือดและชิ้นเนื้อแหลกเหลวกระเซ็นเป็นด่างดวงหยดย้อยทั่วห้องทาอะครีลิกสีขาว ซากศพของผู้เคราะห์ร้ายเหลือเป็นที่ระลึกเพียงเส้นผมและก้อนเนื้อบดเละที่ถ้าไม่บอกคงไม่อาจทราบได้ว่าเคยเป็นมนุษย์คนหนึ่ง

            ผมยันตัวเองที่กำลังนอนเหม่อขึ้นมาจากเก้าอี้ เดินโซเซไปคว้าหูโทรศัพท์

            บ้านคามิยามะ สวัสดีครับ

            ผมพูดด้วยน้ำเสียงเนือยๆ และใบหน้าราบเรียบ การคุยโทรศัพท์มีข้อดีคือคู่สนทนาไม่อาจรับรู้สีหน้าท่าทางของคนอีกปลายสาย เพียงรักษาระดับของเสียงพูดไม่ให้ผิดปกติจนเกินไปก็ใช้ได้แล้ว ทว่าเสียงผู้หญิงสะอึกสะอื้นจากอีกฟากทำให้ผมต้องขมวดคิ้ว คำพูดของเธอฟังไม่ได้ศัพท์ จนต้องถามซ้ำๆว่าเธอมีเจตนาจะสื่ออะไร

            ย...โยะ

            ...หรุ ใช่ไหมล่ะ ไม่ต้องสงสัยเลย


            คุณโมริโนะหรือครับ?” ผมแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราวทั้งที่พอจะปะติดปะต่อเหตุการณ์ได้จากเสียงร่ำไห้เพียงไม่ถึงนาที ช่วยรอสักห้านาทีได้ไหมครับ ผมกำลังรีบไป

            พูดจบก็วางหูลงโดยไม่ใส่ใจจะรับฟังข้อมูลที่ขาดหาย

            สมองของมนุษย์จะตายอย่างแน่นอนเมื่อขาดออกซิเจนต่อเนื่องกันราวสิบนาที คาดว่าคุณแม่ของโมริโนะที่โทร.มาคงเสียเวลาไปกับการตกตะลึงอย่างต่ำก็สองนาที และกว่าจะพูดจาให้ผมรู้เรื่องก็น่าจะใช้เวลารวมกันราวสี่นาทีเข้าไปแล้ว ซึ่งรถพยาบาลคงใช้เวลาไม่ต่ำกว่าห้านาทีในการเดินทางไปยังบ้านของโมริโนะ ถ้าผมเดินทางไปที่นั่นตั้งแต่ตอนนี้ก็อาจทันเวลา

            ผมเดินช้าๆด้วยสีหน้ารื่นเริงไปหยิบหมวกสีดำพลางสวมรองเท้าผ้าใบคู่เดิม

            จะไปไหนเหรออิทสึกิ มารดาซักถาม

            วันนี้ผมมีนัดติวเลขกับเพื่อนครับแม่ใบหน้าราบเรียบฉาบรอยยิ้ม ความเท็จคำโตหลุดออกจากปาก ผมกล่าวประโยคในทำนองเดียวกันอีกสองสามครั้งก่อนยกมือโบกลา

            แต่เพียงบานประตูปิดลงเท่านั้น ความรื่นเริงที่อุตส่าห์สวมทับเพียงผิวเผินก็หลุดละลาย... นายคามิยามะ อิทสึกิ ที่คนทั่วไปรู้จักอาจเป็นเด็กหนุ่มอารมณ์แจ่มใสเข้ากับคนได้ง่าย แต่หากคนพวกนั้นพบกับผมในตอนนี้ ชื่อเสียงด้านมนุษยสัมพันธ์เป็นเลิศคงย่อยยับไม่มีชิ้นดี

            ทิวทัศน์รอบข้างหมุนเวียนผ่าน ผมรีบเร่งเดินทางแข่งกับเวลาเพื่อไปเผชิญกับวาระสุดท้ายของเธอ ร่างกายที่ไม่ค่อยถูกแสงอาทิตย์เริ่มเหนื่อยหอบ สิ่งที่รบกวนความคิดอยู่ตลอดเวลาทำให้ต้องก้าวเดินโดยไม่หยุดชะงัก หัวใจเต้นกระตุกด้วยจังหวะแปลกๆ ความกระวนกระวายที่ไม่เคยสัมผัสทำให้ผมรู้สึกสับสน

            ผมหลับตาลง ปล่อยให้ความเคยชินนำทางแทนดวงไฟข้างถนนที่ทอดทอแสงยาว

            สมมุติว่าลมหายใจสุดท้ายของเธอไม่ได้ขาดห้วงไปด้วยน้ำมือของผม แล้วผมจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร

          เพราะไม่ว่าใครก็ตาม รวมถึงตัวเธอเอง ก็ไม่สามารถจะพรากพันธสัญญาที่ผูกพันวิญญาณของเราสองคนไปจากผมได้

             ผมเดินผ่านบานประตูห้องนอนของโมริโนะ

            โซ่สีเงินวับวามสะท้อนแสงหลอดฟลูออเรสเซนต์ริบหรี่ ลำคอผุดผาดล้อมกรอบด้วยโซ่โลหะ เลือดสีสดซึมซิบจากบาดแผลที่โลหะครูดกับผิวหนัง หยดเลือดรินไหลเป็นสายย่อมๆ เหนือขึ้นไปจากลำคอระหง ลิ้นจุกปาก ดวงตาในเบ้าเริ่มถลน โลหิตสีข้นเริ่มทะลักจากทั้งทางปาก จมูก และตา อย่างที่ผมเห็นจนชาชิน

            ร่างบอบบางในเครื่องแบบนักเรียนสีดำสนิทห้อยจากเพดาน หมุนคว้างอยู่กลางอากาศ เส้นผมสีดำปรกใบหน้า แขนขาทิ้งลงสู่พื้นด้วยหมดสิ้นเรี่ยวแรงต่อต้าน กระแสประสาทที่ยังไหลวนอยู่ทำให้ทั้งร่างกระตุกเบาเหมือนช็อคด้วยไฟฟ้าอ่อนๆ เก้าอี้ล้อเลื่อนถูกถีบจนล้ม และไถลไปไกลสุดขอบกำแพง

            ครอบครัวของเธอกำลังร่ำไห้พลางโทษว่าเป็นความผิดของตนที่ทำให้เด็กสาวผู้เข้มแข็งต้องตาย มารดาของเธอถึงกับสิ้นสติไปด้วยความเศร้าโศกเกินทานทน น่าแปลกที่แม้คนพวกนี้ไม่เคยเข้าใจความคิดของเรา แต่ก็ยังจะพาลกล่าวโทษต่างๆนานา เพียงเพราะพยายามปฏิเสธความบกพร่องของตนเองเท่านั้น

            ไม่ต้องสงสัยเลย โมริโนะแขวนคอตาย

            ด้วยโซ่เส้นนั้น...ที่เธอเคยชมว่าศพที่มีมันประดับอยู่คงสวยดีเหมือนกันแม้อาจถูกบาด โซ่เส้นที่ผมเคยคิดอยากจะใช้มันรัดรอบลำคอของเธอ

          สายไปเสียแล้ว ไม่มีโอกาสอีกเป็นครั้งที่สอง

            ผมเหลือบไปเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งที่วางอย่างไร้ค่าบนพื้นห้อง มันเป็นกระดาษแผ่นเล็กๆที่บังเอิญปลิวไปติดอยู่ใต้เก้าอี้สีดำที่ผู้เป็นเจ้าของไม่มีความจำเป็นจะใช้มันอีกต่อไป

            ไม่ต้องรอคอยคำอนุญาต ผมถือวิสาสะเอื้อมมือไปหยิบอ่านอย่างรวดเร็ว ลายมือหางหวัดทว่าเป็นระเบียบของเธอยิ่งตราตรึง ประโยคมากมายในนั้นมีความนัยแฝงอยู่ หากอ่านเผินๆคงสรุปได้ว่าเธอฆ่าตัวตายด้วยความเครียดที่สั่งสมมานาน แต่ผมกลับสัมผัสได้ถึงความปีติที่หลั่งไหลออกมาจากร่างที่สัญญาณแห่งชีวิตกำลังจะเงียบหายไปของเธอ

            ผมหันไปมองร่างของเด็กสาวที่เริ่มหยุดนิ่ง

            ...ใบหน้าที่ซ่อนไว้ใต้เส้นผมยาวสลวยระบายรอยยิ้ม...

            และในวินาทีนั้น น้ำตาที่ไม่เคยไหล กลับรินจากนัยน์ตาของผมสู่พื้นอย่างเงียบงัน

 †            

            เสียงบรรเลงเพลงสวดศพดังแผ่วเหมือนอยู่ไกลสุดขอบฟ้า

            ผู้เข้าร่วมพิธีอำลาในครั้งนี้มีไม่ถึงยี่สิบซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นญาติสนิทที่มากันพอเป็นพิธีเท่านั้น ทุกคนทำหน้าเศร้า แต่น้ำตาแห่งความอาลัยอย่างจริงใจที่หลั่งออกมาเพื่อเด็กสาวในโลงสีดำนั้นนับหยดได้

            โมริโนะ โยะหรุ เป็นคนไม่ชอบสุงสิงกับใคร ไม่ยิ้ม ไม่หัวเราะ วันหนึ่งๆชอบเก็บตัวนั่งอ่านหนังสือแนวมืดมนอยู่คนเดียว ลักษณะนิสัยโดยรวมของเธอสามารถนิยามได้คำเดียวคือ อึมครึมดังนั้นเพื่อนของเธอจึงมีน้อยมาก...น้อยมากจริงๆ คือมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่พอจะคุยด้วยอย่างสนิทใจ

            และ คามิยามะ อิทสึกิ ได้รับเกียรติให้เป็นบุคคลผู้นั้น

            ผมก้มลงมองใบหน้างามหมดจดที่ซีดไร้สีเลือดด้วยจิตใจอันว่างเปล่า ในมือสั่นเทากุมถุงสีดำทรงยาวไว้แน่น ความคิดมึนตื้อ ทุกสิ่งทุกอย่างดูมืดมนและเงียบงัน ราวกับพลัดหลงจากโลกสู่อีกห้วงมิติ กาลเวลาโดยรอบคล้ายหยุดนิ่ง เสมือนภาพเบื้องหน้าเป็นภาพถ่ายความทรงจำอันปวดร้าว รอบตัวหมุนวน คำพูดมากมายในอดีตพรั่งพรูจนอื้ออึงโสตประสาทไปหมด

            บรรยากาศที่ดูเวิ้งว้างและโศกสลดไม่ได้ทำให้สภาพจิตที่บกพร่องอยู่แล้วของผมสะทกสะเทือนเลยสักนิด ลมหายใจเริ่มร้อนรุ่ม หัวใจเต้นแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เพียรลองถามตัวเองว่านี่เป็นสิ่งที่ผมหวังมานานไม่ใช่หรือ... อยากจะเห็นร่างกายอันงดงามของเธอยามหลับใหลชั่วกาล อยากจะมายืนอยู่ที่ตรงนี้เพื่อเหยียดตามองชีวิตที่ลับหายไป ไม่ใช่หรือไร

            ใช่ แต่ไม่ใช่แบบนี้ ผมยืนยันกับตนเองหลายครั้งหลายครา สัญญาที่เธอให้ไว้ไม่ใช่แบบนี้ โมริโนะตระบัดสัตย์ ผิดคำสัญญาที่ออกมาจากปากของเธอเอง และชดใช้มันด้วยความตาย ทางเลือกทุกทางของผมสลายไปจนสิ้น เพียงเพราะผู้พรากลมหายใจสุดท้ายไปจากร่างในโลงสีดำไม่ใช่ผม หากเป็นตัวเธอเอง

            มนุษย์คนหนึ่ง เกิดมาได้ครั้งเดียว ตายได้เพียงครั้งเดียว และโมริโนะได้มอบโอกาสเพียงหนเดียวในชีวิตนั้นให้แก่ผมแล้ว ...ยังจำได้ดีถึงวันนั้น วันที่ผมกล่าวเท็จต่อเธอ โป้ปดเพื่อไม่ให้เธอเห็นความเลือดเย็นอำมหิตของผมไปมากกว่านี้ มันคือคำปฏิญาณที่ผูกพันเราสองคนไว้ด้วยกันโดยไม่อาจหลุดพ้น

          ถ้าเธออยากตายขึ้นมาอีกล่ะก็...ฉันจะฆ่าเธอให้เอง            ผมคิดไปคนเดียวหรือเปล่า...โมริโนะเคยคิดแบบเดียวกับผมบ้างไหม

            ผมไม่เคยรู้สึกเสียใจ จนกระทั่งตอนนี้ ความรู้สึกแปลกๆที่ไม่คาดคิดว่าตัวเองจะมีกับเขาได้ทะลักออกมาจากกำแพงเย็นเยียบที่ปิดกั้นจิตใจจากโลกแห่งแสงสว่าง ผมสับสนและสงสัย ทำไมจึงรู้สึกโศกเศร้ากับการตายทั้งที่เดิมเคยคิดว่ามันเป็นจุดหมายในชีวิต ทำไมจึงรู้สึกอ้างว้างและว้าเหว่ยามไม่ได้มีเธอยืนอยู่เคียงข้าง

            ไม่จริงน่า... ผมคิดพลางหัวเราะเหยียดตนเองทั้งน้ำตา

            ผมตัดสินใจคลายมือออก ทิ้งให้ผ้าสีดำร่วงหล่น พร้อมกับวัตถุที่เป็นเสมือนสิ่งยืนยันวันเวลาล่วงเลยผ่านว่ามีอยู่จริงคมมีดเงาวับสะท้อนกับแสงหรุบหรู่ มันหล่นลงบนหน้าอกที่ไร้การเคลื่อนไหวของเธอ ทอดนิ่งอยู่ตรงนั้น ราวกับพันธสัญญาที่ให้ไว้ระหว่างคนสองคนได้สูญสลายไปชั่วกัลปาวสานเสียแล้ว

            ผมคว้ามีดที่เพิ่งทิ้งลงไปในโลงศพออกมาอย่างเลื่อนลอย ก่อนจะยกขึ้นระดับไหล่ แล้วตวัดเฉียงปาดหลอดเลือดแดงใหญ่บนคอตนเอง เสียงกรีดร้องด้วยความตื่นตะลึงดังหวีดขึ้นเมื่อเลือดสีสดพุ่งกระฉูดดุจสายฝน ผมแสยะยิ้มเย็นขณะที่ร่างอันไร้เรี่ยวแรงค่อยทรุดลงกับพื้น

            น้ำตาที่หาได้ยากยิ่งร่วงจากขอบตาผะผ่าวอีกครั้งเป็นการอำลา

            ลาก่อนชั่วนิรันดร...โมริโนะ ยู

 †

            แสงสว่างส่องลอดเข้ามาในห้องมืดมิด ผมกะพริบตาพลางยันตัวลุกขึ้นจากผ้าปูนอน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเรื่องราวเมื่อกี้เป็นเพียงฝัน แต่ก็ทำให้ได้ฉุกคิดหลายอย่าง ผมไล้นิ้วตามลำคอเพื่อสำรวจความผิดปกติ ก่อนจะถอนใจยาวเมื่อพิสูจน์ได้ว่าเหตุการณ์ต่างๆเหล่านั้นไม่ใช่ความจริง

            สิ่งที่เป็นความจริง คือ คำสัญญานั้น และการมีตัวตนของผมและเธอ

            ผมยกมือขึ้นสางเส้นผมสีดำลวกๆ ปัดส่วนที่ปรกดวงตาไปด้านข้าง แล้วพับที่นอนเก็บช้าๆ สองตาเหลือบมองวัตถุที่สำคัญมากซึ่งนอนแน่นิ่งอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือที่เต็มไปด้วยเศษหนังสือพิมพ์ที่ตัดคาอยู่ตั้งแต่เมื่อวาน ชิ้นกระดาษที่ไร้คุณค่าและไม่เป็นที่ต้องการปลิวกระจัดกระจายไปทั่ว

            ผมโยนเครื่องนอนส่งๆไปยังมุมห้อง ก่อนจะก้าวเดินเชื่องช้าไปยังโต๊ะตัวเก่า คราวนี้จิตใจปลอดโปร่งกว่าที่เคยจนแทบจะเผยยิ้มออกมาคนเดียวเสียให้ได้ ผมเก็บเศษชิ้นส่วนหนังสือพิมพ์เล็กๆขยำรวมกันแล้วปาลงถังผงใต้โต๊ะ ขณะที่ดวงตาพิจารณาสิ่งของต่างๆที่วางระเกะระกะอยู่ว่ามีอะไรแปลกปลอมหรือไม่เข้าร่องเข้ารอยบ้างไหม

            แสงลำเล็กวาบเข้าสู่ตา

            มือขวายื่นไปโดยอัตโนมัติเพราะความหลงใหลที่ไม่อาจพรรณนา นี่คือสิ่งที่ตามมาปรากฏถึงในความฝัน กล้ามเนื้อบนใบหน้านิ่งสนิท นิ้วมือลูบไล้ผิวเรียบเนียนของวัตถุชิ้นนั้นแผ่วเบาและเปี่ยมด้วยความเคารพราวกับกำลังสัมผัสอัญมณีน้ำงามที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ยิ่งกว่าลูกแก้วดื่นดาษจนไม่อาจประเมินคุณค่าที่แท้จริงได้

            คมมีดโลหะสีเงินเงาวับทอประกายเจิดจรัสกว่าดาวดวงใด...

            ผมคว้าด้ามมีดอันเปรียบประดุจสัญลักษณ์ของพันธสัญญาที่ผูกพันเราทั้งสองไว้ด้วยเงื่อนไขเดียวขึ้นมาถือมั่น สายตามองม่านดำหมองหม่นที่กั้นแสงอาทิตย์ยามเช้าอย่างมีเป้าหมายและความตั้งใจอันแรงกล้ายิ่งกว่าดวงตะวันยามเที่ยงตรง

            โอกาสมีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น จะไม่มีผิดพลาดอีกเป็นครั้งที่สอง!

            มุมปากเปรยยิ้มเย็นแล้วก้มหน้าลงนิ่งภายหลังการตัดสินใจที่แน่วแน่เป็นที่สุด ใครจะคิดอย่างไรก็ช่าง...จะรักษาศีลธรรมไว้ทำไมถ้าหากมันขัดกับความต้องการเบื้องลึกของตนเอง

            ภาพใบหน้าไร้อารมณ์ของโมริโนะผุดขึ้นในมโนภาพ ไฝเม็ดเล็กใต้ตาซ้ายที่ทำให้ดวงหน้างามของเธอดูมีเสน่ห์คล้ายแม่มดปรากฏชัดเจน สายตาในจินตนาการเลื่อนลงมายังลำคอผุดผาดขาวซีด เส้นโลหิตใหญ่ภายใต้นั้นเต้นตุบเร่าเป็นสัญญาณแห่งชีวิต

            นี่คือความรักในรูปแบบหนึ่ง หรือเพียงความหลงใหลอันงุนงมที่ไม่อาจโผล่พ้นจากห้วงอันมืดมนและแสนหวาน ...ผมเพียงแต่สงสัย แต่สิ่งที่ตัดสินใจไปเมื่อนาทีก่อนกลับโหมกระพือ ลุกโชนเจิดจ้ายิ่งกว่าแสงจากดวงอาทิตย์ หัวใจสูบฉีดแรงด้วยความตื่นเต้นและหิวกระหายที่ไม่อาจยับยั้งได้อีกต่อไป

            คำสัญญาในครั้งนั้นไม่จำเป็นต้องรอวันพิสูจน์ และผมก็ไม่ต้องการให้เธอพิสูจน์ตัวเองอีกต่อไปแล้ว ในเมื่อมีหนทางที่ทำให้คำสัญญานั้นไม่อาจถูกตระบัดอีกต่อไปอยู่ในมือของผม แค่สะบัดข้อมือนิดเดียว พันธะที่ผูกพันอยู่ก็จะจบสิ้นลงโดยสมบูรณ์ ขอเพียงมีความกล้า และความตั้งใจที่มากเพียงพอ

          ถ้าต้องปล่อยให้เธอหลุดมือไปละก็...สู้ฆ่าเธอให้ตายเสียตอนนี้ยังดีกว่า

            มือข้างที่กำด้ามมีดเอื้อมลอยเหนือกระเป๋านักเรียน

            ...นิ้วมือคลายออกช้าๆ...


 
†

ป.ล. แก้สำนวนหลายครั้งยังมิถูกใจเลยเหอะ...กร๊าซซซซ

ป.ป.ล. อีดิทครั้งยิ่งใหญ่ อัพพลาดไปแล้วอ่านมิออก T T!

ป.ป.ป.ล. จัดหน้าเหวิดในเอกซทีนยังไง้ยังไงก็มิสวยแฮะ เค้ามิสามารถจริงๆฮ่ะ

edit @ 1 Nov 2008 21:32:26 by Star* of Radiance

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

โอ้..เพิ่งเคยเห็นฟิคคู่นี้ครั้งแรกแฮะ
ที่จริงเราก็ชอบคู่นี้นะ เป็นคู่ที่รักกันแบบแปลกๆดี

ใช้คำบรรยายความรู้สึกของพระเอกดีมากเลยล่ะ
อารมณ์ว่า "รักต้องฆ่า" แบบนั้นเลย

ว่าแต่งานเราปีที่แล้วยังอยู่มั้ยนะ??
เอาคอมไปล้างแล้วฟิคหายหมดเลยอ่ะ (TT^TT)
เสียดายเรื่องที่ส่งไปเมื่อปีที่แล้วมากๆ

#1 By ★奈良★ on 2008-08-15 17:49

what a shame

#2 By someone (125.24.20.243) on 2009-01-12 20:01